ผู้ว่า “อภิรักษ์” มือใหม่หัดขับ เส้นทางไม่ราบเรียบ คนกรุงวางใจไม่ได้

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2547 ที่คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 911,441 คะแนน ได้เกิดข้อคำถามว่าทำไมคนกทม.จึงสนับสนุนคนหนุ่มหน้าใหม่ให้เป็นพ่อเมืองแห่งมหานคร คนกรุงคาดหวังอะไรในตัวคุณอภิรักษ์ และอะไรคือสิ่งท้าทายสำหรับตัวคุณอภิรักษ์ในการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าเมืองหลวงของประเทศแห่งนี้

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจความคาดหวังของประชาชนกทม.ต่อผู้ว่าราชการคนใหม่จากกลุ่มตัวอย่าง 1,194 รายเมื่อวันที่ 10-13 กันยายน 2547 และได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “จับตากทม.ยุคใหม่ สิ่งที่ประชาชนต้องติดตามและมีส่วนร่วม” โดยมีวิทยากรคือคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ปี 2547 รองศาสตราจารย์อัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์(อดีตรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง) และคุณทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการพรรคมหาชน จากผลการสำรวจและข้อแลกเปลี่ยนจากการเสวนา ผู้เขียนมีข้อสรุปและข้อคิดเห็นประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

ใครเลือก “อภิรักษ์”

ผลการสำรวจของโพลล์หลายสำนักได้ข้อสรุปตรงกันว่าในช่วงโค้งแรกหลังการจับหมายเลขผู้สมัคร คุณปวีณา หงสกุลได้รับคะแนนนิยมนำกว่าทุกคน แต่พอในช่วงกลางโค้ง (2-3 สัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง) คะแนนคุณอภิรักษ์เบียดแซงขึ้นมา และพุ่งนำอย่างขาดลอยจนถึงวันลงคะแนน

ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลสำรวจคะแนนนิยม โดยแบ่งกลุ่มคนลงคะแนนเป็น 3 กลุ่มหลักคือ 1) กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย (ลงคะแนนเลือกตั้งส.ส.เมื่อปี 2544 ให้พรรคไทยรักไทย) 2) กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และ 3) กลุ่มผู้ที่ไม่สนับสนุนทั้งสองพรรค

โดยในช่วงแรก(หลังจับเบอร์ผู้สมัคร)กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย “เทคะแนนสนับสนุนให้กับคุณปวีณามากที่สุด” กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ “เทคะแนนสนับสนุนคุณอภิรักษ์มากที่สุด” แต่เนื่องจากกองเชียร์ของไทยรักไทยมีจำนวนมากกว่า คะแนนนิยมของคุณปวีณาจึง “สูงกว่า” คะแนนนิยมของคุณอภิรักษ์ในช่วงโค้งแรก

 

ได้แต้มเพราะคู่แข่งโดนตัดกำลัง

ต่อมาได้มีสถานการณ์การเมืองเกิดขึ้นหลายกรณี อาทิ พลตรีจำลอง ศรีเมืองแสดงอาการไม่ลงรอยกับนายรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรอย่างชัดเจน สก.,สข.ของพรรคไทยรักไทยพากันแตกแถวไม่ไปในทางเดียวกัน เสียงวิจารณ์ว่าคุณปวีณาถนัดงานสังคมสงเคราะห์มากกว่างานด้านการบริหารจัดการดังถี่ขึ้น การหลบหลีกไม่ออกมาเผชิญหน้ากับผู้สมัครคนอื่นในเวทีสาธารณะหลายเวทีทำให้กองเชียร์คุณปวีณาบางส่วนชักไม่มั่นใจ โดยเฉพาะในช่วงหลังที่คุณปวีณาได้เปิดตัวทีมงานผู้สมัครและนำเสนอโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเป็นตัวชูโรงในทีมงานเพื่อแก้ปัญหาจราจร (ซึ่งถูกคุณชูวิทย์แซวว่าราวกับเพิ่งจะตื่นขึ้นมานึกขึ้นได้ว่ากทม.มีปัญหาจราจรในช่วงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง) ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยในทีมงานของคุณปวีณาว่ากำลังมุ่งการ “สร้างภาพลักษณ์”มากกว่า “มุ่งการทำงาน” ทำให้จุดอ่อนเรื่องการไม่ถนัดงานจัดการของคุณปวีณาถูกถ่างขยายให้แฟนไทยรักไทยจำนวนมากมองเห็นแล้วเกิดอาการกังขาใจยิ่งขึ้น

ทำให้ช่วงกลางโค้ง (2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง) กองเชียร์ไทยรักไทยเริ่มมีอาการ “แตกคอ” หันไปเทคะแนนให้ผู้สมัครคนอื่น ๆ แทน คะแนนนิยมของคุณปวีณาที่เคยได้จากแฟนไทยรักไทยจากร้อยละ 42 ลดลงเหลือร้อยละ 29 (และเชื่อว่าคะแนนดังกล่าวคงลดลงไปอีกในช่วงถึงวันเลือกตั้ง)ในขณะที่กองเชียร์ประชาธิปัตย์ยังคงเหนียวแน่นเทคะแนนให้คุณอภิรักษ์อย่างคงเส้นคงวา

ส้มหล่นจากคนที่ “ยังไม่มีแฟน”

ส่วนในด้านกลุ่มคนสายกลางทางการเมือง(กลุ่มที่ 3) ชักเริ่ม “รวนเร” เกิดอาการไม่แน่ใจว่าคนที่ตนเองชอบ (ที่ไม่ใช่ทั้งปวีณาและอภิรักษ์)จะมีสิทธิ์ลุ้นชัยชนะ(ที่ดูไกลเกินเอื้อม)หรือไม่ เพราะออกแรงเชียร์เท่าใดคะแนนก็ไม่ขึ้น

ประกอบกับท่าทีผู้นำรัฐบาลที่ได้แสดงอาการเอนเอียงเข้าข้างบางฝ่ายอย่างออกนอกหน้า เช่น บอกใบ้ว่าผู้ว่ากทม.จะเป็นผู้หญิง นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีที่เร่งหาเสียงด้วยการสำรวจตรวจสอบปัญหากทม.ในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง ได้ก่อให้เกิดความ “ระคายเคือง” ความรู้สึกของคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (เพราะรับรู้ว่านี่เป็นอาการไม่เป็นกลางของรัฐบาล)และไม่เป็นผลดีต่อคนที่รัฐบาลแสดงนัยสนับสนุน

ประกอบกับความคิดเรื่อง “รู้ทันทักษิณ” ที่ถูกปลุกปั่นมาก่อนหน้านั้น บวกกับกระแสกลัวการผูกขาดอำนาจ ทำให้กลุ่มคนสายกลางเหล่านี้เกิดอาการหวั่นไหวว่า ถ้าปล่อยให้ผู้ว่ากทม.เป็นผู้หญิง สถานการณ์การเมืองก็ปรากฏเงา “การกินรวบทางอำนาจ” จากการเมืองระดับชาติลงสู่การเมืองท้องถิ่นเป็นแน่แท้

กลุ่มคนสายที่สาม (คนที่ไม่ใช่กองเชียร์พรรคใด คนที่กลัวการผูกขาดอำนาจ และคนที่ยังไม่ตัดสินใจในตอนแรก) จึงเปลี่ยนใจหันมาเลือกคุณอภิรักษ์ เพื่อหวังผลสะท้อนกลับคือไม่ให้คนที่รัฐบาลสนับสนุนเข้ามาครอบครองกลไกท้องถิ่นด้วยบุคลิกที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ทำให้คะแนนคุณอภิรักษ์พุ่งนำจนเข้าถึงเส้นชัย

ผู้ว่ามือใหม่ จำเป็นต้องให้ขับ

คุณอภิรักษ์เสนอภาพตนเองว่าเป็นผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ แต่ทว่าทางเดินของเขาในช่วงที่ผ่านมาถูกตีกรอบอยู่แต่เพียงในแวดวงทางธุรกิจ ยังขาดประสบการณ์ในทางการเมืองและการบริหารองค์กรสาธารณะ ในสายตาคนกทม.จำนวนมากเริ่มต้นมองคุณอภิรักษ์เป็นแต่เพียง “ตัวชูโรง” ที่ถูกพรรคประชาธิปัตย์หยิบฉวยเอามานำเสนอเพื่อฉกชิงคะแนนในกระแสนิยม “การบริหารนำการเมือง” อันเป็นลูกเล่นตามแบบฉบับ “ผู้เจนจัดทางการเมือง” ของพรรคเก่าแก่แห่งนี้เท่านั้น

จุดเริ่มต้นของคุณอภิรักษ์ในสายตาคนกรุงจำนวนมากจึงมีสถานะเป็นแต่เพียง “คนขับมือใหม่” ที่ถูกคัดเลือกให้มาทำหน้าที่ “เพื่อกีดกันไม่ให้คนที่(อาจ)ขับไม่เป็น ที่ตั้งท่าแต่จะเกาะเกี่ยววิ่งตามรถบรรทุกคันใหญ่(รัฐบาล)ไม่ให้เข้ามาจับจองพื้นที่” เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม “กระแสกลัวการผูกขาด” คงไม่ใช่เส้นเอ็นสายเดียวที่ฉุดดึงคุณอภิรักษ์ขึ้นมาเป็นพ่อเมืองกทม. ในอีกด้านยังมีคนจำนวนหนึ่งที่มีความคาดหวังในดีกรีความเป็นนักบริหารอาชีพของเขาว่าจะช่วยพัฒนากทม.ให้เจริญก้าวหน้าทันยุคทันสมัยได้บ้าง แต่ในความหวังเช่นนี้ก็ยังเจือปนไปด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจบางอย่าง ดังเช่นผลการสำรวจของเอแบคโพลล์พบว่าคน กทม.ส่วนใหญ่ยัง “ไม่มั่นใจ”ว่าผู้ว่า ฯ อภิรักษ์จะแก้ไขปัญหา 3 เรื่องใหญ่ที่สำคัญได้คือ 1) การแก้ไขปัญหาการจราจร 2) การรักษาสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 3) คือเรื่องการแก้ปัญหาคนจน/แหล่งเสื่อมโทรมในเมือง ซึ่งทั้ง 3 เรื่องถือเป็นความคาดหวังสำคัญต่อการแก้ปัญหาในฐานะผู้นำของคนเมืองหลวงเวลานี้

การบริหารภายใต้ข้อจำกัด

รศ.อัษฎางค์ วิเคราะห์ว่า ผู้ว่ายุคใหม่ที่สังกัดคนละค่ายกับรัฐบาลอย่างคุณอภิรักษ์จะต้องทำงาน “เชิงรุก” เท่านั้นจึงจะสามารถรักษาสถานภาพ “การยอมรับ” ของชาวกทม.เอาไว้ได้ เพราะนอกจาก การไม่ใช่พรรคพวกเดียวกันที่จะได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากรัฐบาลแล้ว ในส่วนระบบงาน กทม.ก็ยังล้าหลัง และมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ งบประมาณสามหมื่นกว่าล้านบาทของ กทม.นั้นส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 60-70 เป็นงบค่าจ้างและค่าใช้จ่ายประจำ ดังนั้นจึงเหลือเม็ดเงินเพียงน้อยนิดที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ว่ากทม.หยิบเอามาพัฒนาสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ได้ ส่วนสภากทม.ก็เป็นเพียงเวทีต่อรองผลประโยชน์ของตัวบุคคลมากกว่าที่จะเป็นกลไกตรวจสอบและช่วยพัฒนานโยบายไปสู่การแก้ปัญหากทม.ทั้งระบบ ฯลฯ เหล่านี้ย่อมไม่เอื้ออำนวยถ้าหากคุณอภิรักษ์จะทำงานตามระบบ (รูทีน) แบบราชการแล้วจะแก้ปัญหากทม.ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ได้

ความท้าทายที่ไม่ธรรมดา

การเข้ารับตำแหน่งผู้ว่ากทม.ของคุณอภิรักษ์ถูกท้าทายด้วยแรงกดดันจากประชาชน 2 เรื่องสำคัญคือ 1) การพัฒนาท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาสาหัสหลายเรื่องของกทม. 2) การเป็นผู้นำทางการเมืองเพื่อทัดทานกระแสการผูกขาดทางอำนาจ ดังนั้นเส้นทางเดินของคุณอภิรักษ์ที่จะก้าวไปสู่การทำงานจึงจะต้องเข้ามาปฏิรูประบบการจัดการท้องถิ่นให้ก้าวหน้า ทลายกรอบโครงสร้างราชการที่มีข้อจำกัดได้ และจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากพลังประชาชนอย่างเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะผลักดันให้ “งานบริหารมุ่งผลไปสู่การพัฒนา” ได้

ขณะนี้คนกทม. ยังวางใจไม่ได้ว่าคุณอภิรักษ์จะเลือกแนวทางทำงานแบบไหนระหว่างการเป็น “หัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่นตามธรรมเนียม” ที่เข้ามาทำงานเพื่อให้ครบวาระ กับการเป็น “นักบริหารแบบผู้นำในเชิงปฏิรูป” เพื่อทำงานให้บรรลุความคาดหวังของประชาชน 2 ประการข้างต้น

การติดตามและตรวจสอบ

คนกทม.กำลังจับตามองและขีดเส้นการทำงานให้กับผู้ว่าคนใหม่ ดังผลการสำรวจพบว่าประชาชนต้องการให้ผู้ว่าคนใหม่ขับเคลื่อนผลงานออกมาให้เห็นผลภายในเวลา 1 ปีเศษนับจากนี้ไป

เสียงเรียกร้องจากกระแสชน(โดยเอแบคโพลล์) ปรากฎออกมาว่าต้องการให้คนพันธุ์ใหม่ประเภท “เดินหน้าชน” อย่างคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์มาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของผู้ว่ากทม.คนใหม่ ขณะเดียวกันคุณชูวิทย์ก็ได้ประกาศรับลูกอย่างเต็มที่พร้อมกับขู่สมทบด้วยว่า “ผู้ว่าคนใหม่ตอนหาเสียงเคยพูดอะไรไว้…คนอย่างชูวิทย์จดจำได้หมดทุกคำ” กำลังจะเป็นมหกรรมพิสูจน์สรรพคุณกล่าวอ้างของนักขับหน้าใหม่ว่าจะเอาชนะปัญหาท้าทายบนเส้นทางวิบากของถนนสายเมืองหลวงได้อย่างไร

ดังนั้นไม่ว่าคุณอภิรักษ์จะพร้อมหรือไม่ เสียง “ระฆัง” ยกที่หนึ่งก็ได้ดังขึ้นแล้วนับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่

 

หมายเหตุ บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับวันที่ 8 – 14 ตุลาคม 2547 หน้า 25

 ดูบทความอื่น ๆ