เศรษฐกิจคนกรุงยุคหลังฟองสบู่ : ช่องว่างรายได้ยังเหลื่อมล้ำพองโต
เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง
thewin@thaimail.com
หากมองความเปลี่ยนแปลงของตัวเลขภายหลังยุควิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่เป็นต้นมา และจากการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจนักลงทุนต่างเชื่อกันว่าฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ประกอบกับคำมั่นสัญญาของรัฐบาลยุคพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมศิวิไลซ์และจะขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปภายใน 6 ปี หลายฝ่ายจึงพากันใฝ่ฝันถึงชีวิตอันสดใสในอนาคตอย่างถ้วนทั่ว
เพื่อเป็นการประเมินภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในปัจจุบัน (ก่อนที่จะฝันถึงอนาคต) ผู้เขียนใคร่นำเสนอผลการสำรวจสภาพรายได้ของประชาชนกรุงเทพมหานคร(กทม.)ของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ทำการสำรวจตัวอย่างคนอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,198 ราย เมื่อวันที่ 15 - 25 พฤศจิกายน 2546 ที่ผ่านมา มีประเด็นสำคัญที่จะนำเสนอดังต่อไปนี้
คนกรุงมีเงินได้เฉลี่ย 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
จากผลการสำรวจจำนวนรายได้พบว่ารายได้ต่อเดือนของกลุ่มตัวอย่างคนกรุงเทพมหานครเท่ากับ 15,444 บาท โดยตัวเลขรายได้ต่ำสุดของตัวอย่างกลุ่มนี้เท่ากับ 1,000 บาท และรายได้สูงสุดเท่ากับ 400,000 บาท เมื่อสอบถามถึงที่มาของรายได้ส่วนใหญ่ พบว่าร้อยละ 83.1 ระบุว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำงานเลี้ยงชีพของตนเอง ส่วนอีกร้อยละ 16.9 ระบุว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลอื่น
กว่า 59 % รายได้ไม่เกินหมื่นบาท
เมื่อดูค่าเฉลี่ยรายได้ดังกล่าวแล้ว หลายคนอาจจะรู้สึกพึงพอใจ เพราะรายได้เฉลี่ยของคน กทม.ดูเหมือนว่าจะอยู่ในเกณฑ์ที่ดี (ไม่น่าห่วงว่าจะมีปัญหาอะไร)
แต่เมื่อทำการแจกแจงจัดกลุ่มตามระดับรายได้ และคิดอัตราค่าร้อยละออกมากลับพบตัวเลขที่น่าเป็นห่วงดังนี้คือ (ดูกราฟที่ 1 ประกอบ)
ร้อยละ 59.2 มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน
ร้อยละ 11.5 มีรายได้ 10,001 - 15,000 บาทต่อเดือน
ร้อยละ 11.6 มีรายได้ 15,001 - 20,000 บาทต่อเดือน
ร้อยละ 15.4 มีรายได้ 20,001 - 50,000 บาทต่อเดือน และ
ร้อยละ 2.3 มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าถึงแม้ค่าเฉลี่ยของรายได้ตัวอย่างคนกทม.จะอยู่ในระดับที่ดี แต่ทว่าตัวอย่างส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 59.2 (ประมาณ 3 ใน 5) มีรายได้ต่ำเพียงไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น

คนที่รายได้เกินห้าหมื่นมีแค่ 2 %
และเมื่อพิจารณาตัวเลขในด้านของคนที่มีรายได้สูง ปรากฏว่ามีตัวอย่างเพียงร้อยละ 2.3 เท่านั้นที่มีรายได้สูงเกินกว่า 50,000 บาทต่อเดือน
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสถานะรายได้ของคนกทม. ส่วนใหญ่จึงอยู่ในสภาพที่มีรายได้ต่ำ (โดย 3 ใน 5 คนมีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน) และมีเพียงคนส่วนน้อย (ประมาณ 2 คนใน 100 คน)เท่านั้นที่มีรายได้สูง (สูงกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน)
คนกรุงฐานะเหลื่อมล้ำกันมาก
เพื่อเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้มั่นใจมากขึ้นผู้เขียนได้นำข้อมูลรายได้ของตัวอย่างทั้งหมดมาจัดวางในรูปกราฟฮิสโตแกรม (Histogram) และทำการวิเคราะห์เส้นโค้งความถี่ (normal curve) พบว่าเส้นโค้งความถี่มีการ "กระจุกตัว" อยู่ในกลุ่มระดับรายได้ที่ต่ำ โดยในกลุ่มรายได้สูงนั้นเส้นกราฟแบนราบติดกับแกนนอน ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่ามีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะคนที่มีรายได้สูงเกินกว่า 8 หมื่นบาท (ไปจนถึง 4 แสนบาท)ต่อเดือนนั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นบนเส้นกราฟ
ดังนั้นเมื่อมีคำถามว่าในเมื่อคนส่วนใหญ่รายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท แล้วเหตุไฉนรายได้เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างจึงอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท คำตอบก็คือเนื่องจากมีคนจำนวนน้อย(จำนวนหนึ่งซึ่งแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นบนเส้นกราฟ) ที่มีรายได้จำนวนมากนั่นเอง
ตัวเลขอีกอย่างที่ยืนยันได้ถึงความแตกต่างกันของรายได้คนกทม.ก็คือ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation หรือค่า S.D.) ซึ่งค่า S.D. นี้ถ้าจะเรียกกันอย่างง่าย ๆ ก็คือค่าที่แสดงความต่างของรายได้ของแต่ละคนว่าแตกต่างไปจากค่าเฉลี่ย (mean) ไปเท่าใด ซึ่งพบว่าค่า S.D. จากการวิเคราะห์ข้อมูลตัวอย่างชุดนี้เท่ากับ 20,742 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารายได้ของแต่ละคนแตกต่างไปจากค่ารายได้กลาง (รายได้เฉลี่ย) ห่างกันโดยเฉลี่ยเท่ากับ 20,742 บาท
จะเห็นได้ว่าค่า S.D. ดังกล่าวมีค่าที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย(สูงมากกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารายได้ของกลุ่มตัวอย่าง คนกทม.เหล่านี้มีลักษณะ "เหลื่อมล้ำแตกต่างกัน" เมื่อคำนวณอัตราค่า S.D. ต่อรายได้เฉลี่ย จะได้ค่าตัวเลขเท่ากับ 134.3 เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าคนกทม.มีรายได้ที่แตกต่างกันโดยเฉลี่ยประมาณ 134 % ของรายได้เฉลี่ยของทุกคนนั่นเอง
จากการวิเคราะห์กราฟเส้นโค้งการกระจายของรายได้ และจากการวิเคราะห์ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ชี้ให้เห็นว่าฐานะรายได้ของคนกทม.มีความแตกต่าง "เหลือมล้ำต่ำสูง"กันมาก และความแตกต่างดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการ "กระจุกตัว" ในลักษณะที่ "คนส่วนใหญ่รายได้ต่ำและคนส่วนน้อยรายได้สูง" นั่นเอง
ขรก.รายได้สูงกว่าชาวบ้าน
เมื่อจำแนกวิเคราะห์รายได้ของตัวอย่างตามกลุ่มอาชีพ พบว่าแต่ละกลุ่มอาชีพมีรายได้เฉลี่ยดังต่อไปนี้ (ดูกราฟที่ 2) กลุ่มอาชีพค้าขาย/ประกอบธุรกิจมีรายได้เฉลี่ย 20,983 บาท/เดือน กลุ่มข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจเฉลี่ย 17,261 บาท กลุ่มลูกจ้าง/พนักงานเอกชนเฉลี่ย 13,895 บาท/เดือน กลุ่มรับจ้างทั่วไปเฉลี่ย 9,715 บาท/ต่อเดือน และกลุ่มนักเรียน/นักศึกษาเฉลี่ย 5,164 บาท/เดือน

จากการวิเคราะห์รายได้ตามกลุ่มอาชีพมีข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ รายได้ของกลุ่มข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจมีค่าเฉลี่ยสูงมากกว่ากลุ่มรายได้ของลูกจ้าง/พนักงานเอกชน(ทุกระดับ) และกลุ่มผู้รับจ้างทั่วไป ดังนั้นผู้เขียนเชื่อว่าภายหลังสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่จนถึงปัจจุบัน ฐานะรายได้ของกลุ่มข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจยังอยู่ในระดับที่ "ไม่ได้ด้อยไปกว่า" ฐานะรายได้ของกลุ่มลูกจ้างเอกชนแต่อย่างใด
ต้องชี้ชัดทิศทางศก. จะหนุนการ"กระจุก"หรือ"กระจาย"รายได้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลสำรวจของเอแบคโพลล์ในครั้งนี้ ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าปัญหาเรื่อง "การกระจุกตัวของรายได้" เป็นปัญหาพื้นฐานสำคัญของสังคมเศรษฐกิจปัจจุบัน ดังตัวอย่างในพื้นที่เมืองที่พัฒนาสูงอย่างเช่น กทม.ก็ยังมีปัญหานี้มาก ดังนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่ง "ความเจริญเติบโต" อย่างที่เป็นอยู่นั้นกำลังดำเนินไปบนพื้นฐานที่ไม่เสมอภาค ซึ่งถ้าหากปราศจากการจัดการในเชิงนโยบายที่ดีพอแล้วเชื่อว่าทิศทางการพัฒนาก็จะมุ่งสู่ "การกระจุกตัว" มากกว่าการ "กระจาย" รายได้ ซึ่งคงต้องย้อนกลับมาถามรัฐบาลเสียก่อนว่าจะเลือกทางใดมากกว่าระหว่างการทบทวนเรื่องความเสมอภาค กับการมุ่งสร้างความเติบโต(อย่างไม่เท่าเทียม)แบบเดิมต่อไป ดูบทความอื่น