เศรษฐกิจคนกรุงยุคเครดิตฟุ้ง : หนี้สินท่วมทั่วเมือง

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

เพื่อทำสงครามกับความยากจนและนำพาประเทศไปสู่สังคมที่เจริญก้าวหน้า รัฐบาลชุดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้มีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น (เช่นการสนับสนุนแหล่งทุนกู้ยืม การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน) ซึ่งหลายฝ่ายได้ตั้งคำถามว่านโยบายที่เปิดช่องทางการกู้ยืมนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินของประชาชนหรือไม่ เพื่อเป็นการสะท้อนภาพเศรษฐกิจของชาวกรุงเทพมหานครซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางความเจริญของประเทศว่าประชาชนในเมืองหลวงแห่งนี้มีสภาพความเป็นอยู่โดยเฉพาะในด้านหนี้สินเป็นอย่างไร ผู้เขียนจึงใคร่นำผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ทำการสำรวจตัวอย่างคนอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,198 ราย เมื่อวันที่ 15 - 25 พฤศจิกายน 2546 มาวิเคราะห์นำเสนอในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

คนทำธุรกิจ "รายได้ไม่พอกับรายจ่าย"

จากข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายของตัวอย่างคนกทม. พบว่าร้อยละ 32.6 มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ร้อยละ 34.8 รายได้น้อยกว่ารายจ่าย และร้อยละ 32.6 รายได้เท่ากับรายจ่าย จึงกล่าวได้ว่าเกือบ 1 ใน 3 ของชาวกทม.กำลังประสบกับปัญหาความไม่เพียงพอของรายได้ ซึ่งจากการสอบถามพบว่าคนเหล่านี้แก้ปัญหาการชดเชยรายจ่ายที่ติดลบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นขอจากคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง หางานทำเพิ่มเติม กู้ยืมเงินทั้งในและนอกระบบ นำทรัพย์สินออกขายหรือจำนำ เป็นต้น และที่น่าเป็นห่วงก็คือกลุ่มอาชีพ “ค้าขาย/ทำธุรกิจ” เป็นกลุ่มอาชีพที่มีปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่ายมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มรับจ้างทั่วไป (ดูภาพที่ 1 ประกอบ)

ภาพที่ 1 ตารางแสดงความต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายของตัวอย่างคนแต่ละกลุ่มอาชีพในกทม.

ลำดับที่

กลุ่มอาชีพ

รายได้มากกว่ารายจ่าย

รายได้น้อยกว่ารายจ่าย

รายได้เท่ากับรายจ่าย

รวม

1

ค้าขาย/ทำธุรกิจ

31.1

42.9

26.0

100.0

2

รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ

32.3

31.9

35.9

100.0

3

รับจ้างทั่วไป

27.8

40.7

31.5

100.0

4

ลูกจ้างพนักงานบริษัท

39.3

28.8

31.9

100.0

5

นักเรียน/นักศึกษา

26.8

35.7

37.4

100.0

6

กลุ่มอื่น ๆ เช่น แม่บ้าน เกษียนอายุ เกษตรกร

20.2

36.0

43.8

100.0

 

เฉลี่ยรวม

32.6

34.8

32.6

100.0

หนี้สินถ้วนหน้าคนละ 1.9 แสนบาท

ในด้านของสภาพหนี้สินพบว่าตัวอย่างคนกทม.ร้อยละ 48.3 มีหนี้สิน (ร้อยละ 51.7 ไม่มีหนี้สิน) เมื่อพิจารณาเฉพาะในกลุ่มคนที่มีหนี้สินพบว่า

ร้อยละ 17.9 มีหนี้สินไม่เกิน 10,000 บาท

ร้อยละ 23.8 มีหนี้สิน 10,001 – 50,000 บาท

ร้อยละ 14.8 มีหนี้สิน 50,001 – 100,000 บาท

ร้อยละ 20.8 มีหนี้สิน 100,001 – 500,000 บาท และ

ร้อยละ 22.7 มีหนี้สินมากกว่า 500,000 บาท

เมื่อคิดค่าเฉลี่ยจำนวนเงินหนี้สินพบว่าตัวอย่างคนกทม.มีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 188,211 บาท และถ้าคิดค่าเฉลี่ยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีหนี้สิน (ร้อยละ 48.3 ของตัวอย่างทั้งหมด) จะมีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 389,671 บาท

40 % มีหนี้มากกว่าปีที่แล้ว

เปรียบเทียบหนี้สินในปีปัจจุบันกับหนี้สินในปีที่ผ่านมาพบว่า ร้อยละ 39.9 มีหนี้สินเพิ่มมากกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 30.2 มีหนี้สินน้อยกว่าปีที่แล้ว และร้อยละ 29.9 มีหนี้สินเท่ากับปีที่แล้ว ดังนั้นเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วกล่าวได้ว่าคนกทม.มีหนี้สิน “สูงมากกว่าปีที่แล้ว” กลุ่มคนที่มีหนี้สินเพิ่มมากกว่าปีที่แล้วระบุอัตราหนี้สินที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 41.2 ของจำนวนหนี้ที่เคยมี

 

ขรก. เป็นหนี้มากที่สุด

เมื่อวิเคราะห์อัตราการเป็นหนี้จำแนกตามกลุ่มอาชีพ (ดูภาพที่ 3 ประกอบ) พบว่าอัตราการเป็นหนี้ของกลุ่มข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจสูงที่สุด โดยมีคนที่เป็นหนี้ร้อยละ 63.5 (ที่เหลือคือคนที่ไม่มีหนี้สิน) รองลงมาคือกลุ่มค้าขาย/ทำธุรกิจ มีหนี้สินร้อยละ 55.6

หนี้ส่วนใหญ่ "ไม่สร้างรายได้"

เมื่อให้ตัวอย่างระบุจำนวนเงินที่เป็นหนี้ แจกแจงตามประเภทของหนี้สินพบว่า ค่าเฉลี่ยของจำนวนเงินหนี้สินแต่ละประเภท (คิดเฉลี่ยจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดรวมทั้งคนที่มีหนี้และคนที่ไม่มีหนี้) พบว่าตัวอย่างคนกทม.มีจำนวนเงินหนี้เฉลี่ยด้านการซื้อบ้าน/ที่ดินมากที่สุด 100,796 บาท (ดูภาพที่ 4) รองลงมาคือหนี้จากการซื้อรถ 23,509 บาท หนี้จากการลงทุน 18,785 บาท หนี้ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา 7,676 บาท หนี้จากการกู้ยืมเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน 7,731 บาท หนี้จากการซื้อหาอุปกรณ์ใช้สอย/สิ่งอำนวยความสะดวก 1,561 บาท และหนี้ประเภทอื่น ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล หนี้จากการกู้เพื่อทดแทนแหล่งเงินกู้อื่น จำนวน 28,152 บาท

จากการวิเคราะห์จำนวนหนี้สินแต่ละประเภทจะเห็นได้ว่า หนี้สินของตัวอย่างคนกทม.ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการใช้สอยซึ่งเป็น “หนี้ที่ไม่สร้างรายได้” กลับคืนมา

มีเพียง 10 % ที่เป็นหนี้เพื่อการลงทุน

เมื่อคิดสัดส่วนอัตราตามจำนวนเงินหนี้แต่ละประเภทพบว่า ร้อยละ 53.6 เป็นหนี้จากการซื้อบ้าน/ที่ดิน (ดูภาพที่ 5) รองลงมาคือร้อยละ 12.5 เป็นหนี้จากการซื้อรถ ร้อยละ 10.0 เป็นหนี้จากการลงทุน ร้อยละ 4.1 เป็นหนี้ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ร้อยละ 4.1 เป็นหนี้จากการกู้ยืมเพื่อใช้สอยในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 0.8 เป็นหนี้จากการซื้อหาอุปกรณ์ใช้สอย/สิ่งอำนวยความสะดวก และร้อยละ 15.0 เป็นหนี้ประเภทอื่น ๆ

จะเห็นได้ว่าหนี้ของตัวอย่างคนกทม. ในส่วนที่เป็นหนี้ที่มีโอกาสทำให้เกิดรายได้กลับคืนมา คือหนี้เพื่อการลงทุนมีเพียงร้อยละ 10.0 ของหนี้ทั้งหมดเท่านั้น

 

 

 

 

 

ระวัง NPL ภาคประชาชน

กล่าวได้ว่าวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมาเกิดจากการ “ก่อหนี้ของภาคธุรกิจ” (ที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้) อย่างปราศจากการจัดการที่ดี มีการกู้เงินต่างประเทศมาใช้อย่างไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อประเทศ เช่นการนำมาใช้สอย การเก็งกำไรเพื่อตักตวงประโยชน์จากคนในประเทศเอง ไม่ไช่มุ่งเพื่อการลงทุนและการส่งออกเพื่อหาเงินตราต่างประเทศมาชดเชยหนี้สินที่กู้ยืมมา ทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่แตกของภาคธุรกิจและสถาบันการเงินล้มละลายจนกลายเป็นภาระที่คนทั้งประเทศต้องแบกรับในที่สุด

หันกลับมามองสถานการณ์หนี้สินของส่วนบุคคลในปัจจุบัน จะเห็นสภาพที่คล้ายคลึงกันกับการก่อหนี้ของภาคธุรกิจในยุคฟองสบู่อย่างหนึ่งคือ มีการสร้างหนี้สินที่ไม่เกิดรายได้ (เป็นหนี้จากการใช้สอย)ในสัดส่วนที่สูงมากกว่าหนี้สินที่มีโอกาสสร้างรายได้กลับมา(เช่นการลงทุน) ดังนั้นถ้าหากรัฐสนับสนุนการก่อหนี้ต่อไปโดยไม่ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นอยู่หรือปรับพฤติกรรมการก่อหนี้ของประชาชนให้มีวินัยที่ดีพอ รวมทั้งปล่อยให้ผู้กู้รายย่อยลงทุนอย่างขาดทิศทางหรือขาดการบริหารจัดการที่ดีแล้วอาจจะนำมาซึ่งปัญหาหนี้สูญ (NPL) หรือการล้มละลายของผู้กู้ยืมรายย่อยได้ ถึงตอนนั้นสังคมไทยคงต้องกลับมาเจ็บปวดกับ “วิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ในภาคประชาชน” อีกระลอกซึ่งอาจจะเรื้อรังน่าเป็นห่วงยิ่งเสียกว่าปัญหาฟองสบู่ภาคธุรกิจอย่างที่เคยเกิดขึ้นก็เป็นได้

ดูบทความอื่น