เศรษฐกิจคนกรุงยุคฝันเฟื่องบนอากาศ : อนาคตยังไร้ความหวัง

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

หลังจากที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทุ่มเททำงานเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นักธุรกิจชั้นนำต่างมีความหวังถึงอนาคตเศรษฐกิจประเทศว่าจะเจริญเติบโตได้อย่างน่ายินดี

แต่สำหรับความหวังของประชาชนต่ออนาคตเศรษฐกิจของตนเองจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้เขียนใคร่นำเสนอผลสำรวจประชาชนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ของสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ทำการสำรวจตัวอย่างคนอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,198 ราย เมื่อวันที่ 15 - 25 พฤศจิกายน 2546 ที่ผ่านมา

มีประเด็นสำคัญที่จะนำเสนอดังต่อไปนี้

กังวลเรื่อง "หนี้สิน"

จากผลการสำรวจที่พบว่าคน กทม. มีหนี้สินเฉลี่ยคนละ 188,211 บาทนั้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 56.1 มีความกังวลต่อหนี้สินดังกล่าว เหตุผลสำคัญเป็นเพราะ เนื่องจากมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ กลัวไม่สามารถใช้หนี้คืนได้คนที่ประกอบการธุรกิจอยู่ในภาวะที่ขาดทุน/ไม่มั่นคง บางส่วนกำลังว่างงานหรือเจ็บป่วยทำให้ไม่มีรายได้ และบางคนมีดอกเบี้ยการกู้ยืมในราคาที่แพง

ส่วนอีกร้อยละ 43.9 ไม่กังวล เหตุผลสำคัญเพราะมีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง มีความสามารถในการผ่อนหนี้ ดอกเบี้ยที่กู้ยืมมามีราคาต่ำและระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ยาวนาน

ต้องการรายได้สูงกว่าปัจจุบันอีกกว่า 68%

ตัวอย่างที่ทำการสำรวจมีรายได้ในปัจจุบันเฉลี่ยคนละ 15,444 บาทแต่ทว่ารายได้ดังกล่าวยังต่ำกว่ารายได้ที่คาดหวังหรือรายได้ระดับที่จะทำให้ตนเองมีชีวิตโดยปกติสุขได้ โดยรายได้ที่คาดหวังของคน กทม. เฉลี่ยอยู่ที่ 26,010 บาท (ดูภาพที่ 2) ซึ่งรายได้ในปัจจุบันต่ำกว่ารายได้ที่คาดหวัง 10,566 บาท ดังนั้น กล่าวได้ว่าช่องว่างของรายได้ที่คาดหวังแตกต่างไปจากรายได้ในปัจจุบันถึงร้อยละ 68.4

ภาพที่ 2 ตารางแสดงค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อเดือนในปัจจุบัน เทียบกับรายได้ที่คาดหวัง จำแนกตามกลุ่มอาชีพ

ที่

กลุ่มอาชีพ

รายได้ในปัจจุบันเฉลี่ย (บาท)

รายได้ที่คาดหวังเฉลี่ย (บาท)

ส่วนต่างเฉลี่ย (บาท)

อัตราส่วนต่างเมื่อเทียบกับรายได้ปัจุบัน

1

รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ

17,261

25,489

-8,227.87

- 47.7%

2

ลูกจ้างพนักงานบริษัท

13,895

23,966

-10,070.35

- 72.5%

3

ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว

20,983

39,924

-18,941.39

- 90.3%

4

รับจ้างทั่วไป

9,715

12,582

-2,867.33

- 29.5%

5

นักเรียนนักศึกษา

5,164

15,482

-10,318.08

- 199.8%

6

กลุ่มอื่น ๆ

17,438

19,217

-1,779.39

- 10.2%

 

เฉลี่ยรวม

15,444

26,010

- 10,565.57

- 68.4%

คนกรุง 77% ไม่เคยลงทุนทำธุรกิจ

จากการสำรวจพบว่ามีตัวอย่างคน กทม. ถึงร้อยละ 77.3 ที่ไม่เคยลงทุนทำธุรกิจใดๆ ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา และมีร้อยละ 22.7 ที่เคยลงทุนทำธุรกิจต่าง ๆ

โดยในกลุ่มคนที่เคยลงทุนทำธุรกิจส่วนใหญ่ร้อยละ 66.0 อยู่ในสภาพที่ "เสมอตัว" ร้อยละ 24.6 มีกำไร และร้อยละ 9.4 ประสบภาวะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ในอีก 2 ปีข้างหน้ามีตัวอย่างถึงร้อยละ 63.0 มีแผนตั้งใจที่จะลงทุนทำกิจการต่าง ๆ ส่วนอีกร้อยละ 37.0 บอกว่ายังไม่มีแผนหรือมีความคิดที่จะลงทุน โดยให้เหตุผลสำคัญว่า ไม่มีเงินทุน ไม่มีลู่ทางในการลงทุน ไม่มีเวลา มีความเสี่ยงสูงในกิจการที่จะลงทุน และบางส่วนกำลังรอดูสภาวะเศรษฐกิจก่อน

เชื่ออนาคต "รายได้ไม่พอกับรายจ่าย"


เมื่อสอบถามความมั่นใจเกี่ยวกับความเพียงพอของรายได้พบว่าตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 76.2 เชื่อว่ารายได้ในปีต่อไปจะ "ไม่เพียงพอกับรายจ่าย" โดยระบุเหตุผลสำคัญว่าค่าครองชีพของตนเองสูงมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันอยู่ในภาวะที่มีรายรับไม่แน่นอนเนื่องจากรายได้ต่ำ/ตกงาน/ธุรกิจไม่มั่นคง ยังมีหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระจำนวนมาก และคาดว่าอนาคตจะมีความต้องการซื้อหรือผ่อนสินค้าต่างๆ มากขึ้น เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ส่วนคนที่ประเมินว่ารายได้จะ "เพียงพอ" มีร้อยละ 23.8 โดยระบุเหตุผลสำคัญว่า มั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น กำลังจะมีรายรับที่มั่นคงมากขึ้นเนื่องจากเงินเดือนเพิ่มขึ้น/ได้งานทำ/งานเริ่มลงตัว/มองเห็นช่องทางหารายได้เพิ่มปัจจุบันมีการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ/ไม่ฟุ่มเฟือย และบางส่วนคาดว่าหนี้สินที่กู้ยืมกำลังหมดลงในปีนี้

อนาคตเศรษฐกิจชาวบ้านยังไร้ความหวัง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจของชาว กทม. โดยสำนักวิจัยเอแบคโพลในครั้งนี้ ผู้เขียนมีความเห็นว่า การที่รัฐบาลพยายามทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตสูงขึ้น น่าจะกระตุ้นความฝันให้กับภาคธุรกิจในระดับชนชั้นนำเท่านั้น

แต่สำหรับภาคประชาชนนั้น ความคิดต่ออนาคตเศรษฐกิจของตนเองยังอยู่ในภาวะที่ "ไร้ความหวัง" เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ

ระดับรายได้ที่คาดหวังที่เพียงพอในการดำเนินชีวิตที่ปกติสุขนั้นยังห่างไกลจากรายได้ที่เป็นจริงในปัจจุบันมาก ฐานะรายได้ระหว่างผู้คนมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันมาก และหากยังไม่มีการปรับปรุงเรื่องโครงสร้างรายได้อย่างจริงจังแล้ว ก็เชื่อว่าการเติบโตของเศรษฐกิจก็คงจะกระจุกตัวในกลุ่มคนที่มั่งคั่งจำนวนน้อยเท่านั้น

จำนวนหนี้สินของคนส่วนใหญ่ยังคงมีอยู่สูง โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยเป็นหลัก ไม่ใช่หนี้เพื่อการลงทุน (ที่จะทำให้ได้รายได้กลับคืนมา) นอกจากนี้ คนที่มีหนี้สินส่วนใหญ่มีความกังวลสูงต่อปัญหาหนี้สินที่ก่อขึ้น

และที่สำคัญก็คือ ประชาชนยังมองไม่เห็นช่องทางทำมาหากินอย่างชัดเจน ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจจนคาดคิดว่าอนาคตปีหน้า "รายได้จะไม่เพียงพอกับรายจ่าย"

ดังนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังเกิดขึ้นในสายตาของประชาชนนั้น ยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงในฐานะความเป็นอยู่ให้กับปัจเจกบุคคลได้

ดูบทความอื่น ๆ