นักเรียนชายฝักใฝ่ "ความรุนแรง" ?

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

หลังจากเกิดเหตุสลดนักเรียนยิงกันตายหลายครั้ง ทำให้หลายฝ่ายหันมาทบทวนปัญหาการใช้ความรุนแรงของวัยรุ่น สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจนักเรียนชายระดับม.ปลายและระดับปวช.ในกทม. จำนวน 1,226 รายเมื่อวันที่ 11-14 มิ.ย. 2546 พบว่านักเรียนมีความขัดแย้งในเรื่องต่าง ๆ ที่มีโอกาสนำไปสู่ความรุนแรงดังนี้

ชี้เหตุทะเลาะกับคนรอบข้าง

ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมานักเรียนชายร้อยละ 46.0 ได้ทะเลาะกับพ่อแม่/ผู้ปกครองถึงขั้นโต้เถียงปะทะคารมกันด้วยเหตุสำคัญคือเรื่องการเที่ยวเตร่ ไม่ค่อยกลับบ้าน ไม่สนใจการเรียน ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอน และคบเพื่อนที่ไม่ถูกใจผู้ปกครอง และในจำนวนนี้มีถึงร้อยละ 48.2 ที่มีความรู้สึกโกรธที่ถูกผู้ปกครองดุว่า

นอกจากนี้ในบรรดานักเรียนชายที่มีแฟนหรือคนรัก (ซึ่งมีอยู่ร้อยละ 32.1 ของนักเรียนชายที่สำรวจ) พบว่าในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมามีอยู่ถึงร้อยละ 44.0 ที่เคยทะเลาะกับแฟนด้วยสาเหตุสำคัญคือ การไม่เข้าใจกัน ความหึงหวง ถูกทิ้ง/หญิงคนรักปันใจให้ชายอื่น อีกฝ่ายเอาแต่ใจตนเอง ไม่ได้รับการเอาใจใส่

ร้อยละ 40.0 เคยถูกครูดุว่าหรือลงโทษ ด้วยเหตุสำคัญได้แก่ การฝ่าฝืนกฎระเบียบโรงเรียน มาสาย ไม่ยอมส่งการบ้าน โดดเรียน และไม่ตั้งใจเรียน ซึ่งในจำนวนนักเรียนชายที่เคยถูกครูดุว่าหรือลงโทษมีอยู่ร้อยละ 16.0 ที่เคยคิดจะทำร้ายครูคนนั้น

ร้อยละ 19.2 เคยทะเลาะวิวาทกับเพื่อนร่วมสถาบัน ร้อยละ 17.1 เคยทะเลาะวิวาทกับคนอื่นนอกสถาบัน ด้วยสาเหตุสำคัญได้แก่ เกิดอาการหมั่นไส้ ไม่ชอบหน้ากัน การดูหมิ่นสถาบันการศึกษา การแย่งแฟน/แย่งจีบผู้หญิง และการกระทบกระทั่งทางร่างกายและวาจา (เช่น เหยียบเท้า เดินชนกัน แซวกัน) และที่น่าสนใจก็คือในบรรดานักเรียนชายที่เคยทะเลาะวิวาทกับคนอื่นนอกโรงเรียนมีถึงร้อยละ 62.4 ที่คิดจะไปทำร้ายคนที่เคยทะเลาะด้วย (ที่เหลือร้อยละ 15.2 ไม่แน่ใจ และที่ไม่คิดจะทำร้ายมีเพียงร้อยละ 22.4)

18 % กังวลว่าจะถูกทำร้าย

จากการสำรวจครั้งนี้พบว่ามีตัวอย่างนักเรียนชายร้อยละ 17.6 ที่มีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย (ในขณะที่ร้อยละ 30.1 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 52.3 ไม่หวาดระแวง) โดยเฉพาะนักเรียนที่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นจะมีความกังวลเรื่องการถูกทำร้ายสูงมากกว่าปกติ

 

 

ฝักใฝ่หาอาวุธมาใช้

สำหรับตัวเลขของนักเรียนที่มีความคิดว่าอยากจะพกพาอาวุธติดตัว (เช่นปืนหรือมีด) มีร้อยละ 21.1 ของนักเรียนชายทั้งหมด โดยที่นักเรียนที่เคยมีปัญหาเรื่องการทะเลาะวิวาทมีสูงถึงร้อยละ 34.1 ที่ต้องการพกพาอาวุธ

และที่น่าสนใจก็คือนักเรียนที่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทมีถึงร้อยละ 44.2 มั่นใจว่าตนเองจะหาอาวุธปืนมาใช้ได้ถ้าหากว่ามีความต้องการใช้ขึ้นมา (ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 29.8 ที่หาไม่ได้ ส่วนร้อยละ 26.0 ยังไม่แน่ใจว่าจะหาได้หรือไม่)

คุมอารมณ์ไม่อยู่

คำตอบที่น่าสนใจประการต่อมาก็คือมีนักเรียนชายถึงร้อยละ 49.7 ไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ถ้าหากมีความรู้สึกโกรธหรือบันดาลโทสะขึ้นมา (ในขณะที่ร้อยละ 39.1 มั่นใจว่าจะควบคุมได้ และร้อยละ 11.2 ไม่มีความเห็น)

ชอบเลียนแบบหนัง

สำหรับสิ่งที่วัยรุ่นนักเรียนชายเห็นว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเลียนแบบการแสดงความรุนแรงมากที่สุดคือภาพยนตร์ (ร้อยละ 57.9) รองลงมาคือ การชักจูงจากเพื่อน (ร้อยละ 56.3) และข่าวความรุนแรงที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ (ร้อยละ 43.8)

ช่องทางระบายใช้ "เพลง-เพื่อน-กีฬา"

ในส่วนทางออกเมื่อเกิดปัญหากดดันคับข้องใจนักเรียนชายจะนิยมใช้การแก้ปัญหาในวิธีการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คืออันดับแรกคือร้อยละ 64.8 ใช้การฟังเพลง รองลงมาคือร้อยละ 53.8 ใช้การปรึกษาหารือกับเพื่อนร้อยละ 52.4 ใช้วิธีการออกกำลังกาย/เล่นกีฬา ร้อยละ 43.2 เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 43.1 ปรึกษาพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ร้อยละ 40.6 ใช้วิธีดูทีวี และร้อยละ 35.8 ไปดูภาพยนตร์

ทางออกของปัญหา

จากการสำรวจของเอแบคโพลล์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันมีความขัดแย้งหลายประการที่นักเรียนชายต้องเผชิญในการดำเนินชีวิต และความขัดแย้งเหล่านั้นจะเป็นแรงผลักให้นักเรียนจำนวนมากหันไปใช้วิธีการที่รุนแรงในการจัดการปัญหา ซึ่งทางออกในการลดทอนปัญหาความรุนแรงในเรื่องสำคัญสำหรับความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนมีดังนี้

ประการแรก ควรให้ความสำคัญในการยับยั้งป้องกันการทะเลาะวิวาทของนักเรียนให้มากที่สุด เพราะการทะเลาะวิวาทเป็นชนวนเหตุที่จะนำไปสู่การหวนกลับมาใช้กำลังทำร้ายกันมากที่สุด โดยเฉพาะการทะเลาะวิวาทระหว่างนักเรียนต่างสถาบันกัน เนื่องจากว่าถ้าหากมีการทะเลาะกับคนอื่นหรือทะเลาะกันข้ามสถาบันเกิดขึ้นก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก (เกินกว่าร้อยละ 62) ว่านักเรียนชายเหล่านี้ที่คิดหันมาก่อการวิวาท "แก้แค้น-เอาคืน" กันอีก

ประการที่สอง ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกับนักเรียนชายจะต้องหันมาทบทวนตนเองที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้ขยายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้นักเรียนชายตอบโต้ด้วยความรุนแรงได้ อาทิ พ่อแม่ควรต้องตะหนักว่าในแต่ละครั้งที่ดุด่าลูกชายนั้นมีโอกาส 1 ใน 2 ครั้งที่จะทำให้เขารู้สึกโกรธพ่อแม่ คุณครูควรตระหนักว่าในการลงโทษดุด่านักเรียนชายทุก 10 คน จะมีประมาณ 2 คนที่เขาคิดจะตอบโต้ด้วยการทำร้ายครูผู้นั้น เป็นต้น

ประการที่สาม ทุกฝ่ายต้องหันมาช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความมั่นคงปลอดภัยให้กับนักเรียน เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนชายจำนวนมาก (ประมาณ 2 ใน 10 คน) ที่มีความหวาดระแวงว่าจะถูกคนอื่นทำร้าย และความหวาดระแวงนั้นอาจจะผลักดันให้เขาหันไปพกพาอาวุธ หรือหันไปคบค้ากับกลุ่มเพื่อนที่เขาเข้าใจว่าจะช่วยปกป้องภัยจากคนอื่นได้ ซึ่งกลไกการป้องกันตนเองดังกล่าวจะกลับกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ เนื่องจากวัยรุ่นชายส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมยับยั้งอารมณ์โกรธของตนเองได้ และประกอบกับนิสัยที่ยึดติดทำตามพวกพ้องจะยิ่งทำให้การแพร่ระบาดทางอารมณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ทางออกที่ดีควรจะต้องหาช่องทางที่จะช่วยทำให้เขาคิดหันมาพึ่งพาบุคคลที่เชื่อถือได้เมื่อยามที่เขามีความหวั่นไหวเรื่องความปลอดภัยของตนเองที่ดีกว่านั้น เช่น ตำรวจ ครู พ่อแม่ ฯลฯ เป็นต้น

ประการที่สี่ ต้องรื้อฟื้นสัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียนให้มีสภาพที่ดีกว่านี้ เพราะปัจจุบันนักเรียนมีความเหินห่างจากครูมากเกินไป จากการสำรวจพบว่าครูเป็นบุคคลในกลุ่มหลัง ๆ ที่นักเรียนชายจะหันไปปรึกษาเมี่อเกิดปัญหากดดันคับข้องใจขึ้นมา

ประการที่ห้า จะต้องระมัดระวังเรื่องการพกพาอาวุธของนักเรียนชาย ต้องไม่เปิดช่องทางให้เขาหาแหล่งที่จะหยิบฉวยเอาอาวุธมาใช้ได้ เนื่องจากปัจจุบันนักเรียนชายสามารถหาอาวุธปืนมาใช้ได้ง่ายเกินไป

ประการที่หก ต้องมีการตรวจสอบกลั่นกรองสื่อต่าง ๆ ที่จะกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง โดยเฉพาะสื่อภาพยนตร์ที่เป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเลียนแบบเรื่องความรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการจัดระดับเกรดภาพยนตร์ และหาทางยับยั้งไม่ให้เด็กเล็กได้ชมภาพยนตร์ที่รุนแรงเพราะอาจจะมีผลสั่งสมให้เขาจดจำเอามาใช้เมื่อเขาโตเป็นวัยรุ่นขึ้นมา นอกจากนี้ควรมีการพัฒนาสื่ออื่นให้ลดความรุนแรงหรือช่วยทำให้เกิดสุนทรียรสมากขึ้น โดยเฉพาะสื่อเพลง เพราะการฟังเพลงเป็นวิธีการสำคัญที่วัยรุ่นชายเลือกใช้เมื่อเขาเกิดปัญหากดดันคับข้องใจขึ้นมา นอกจากนี้ศิลปินเพลงทั้งหลายจะต้องทำตนที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชนด้วย

ประการที่เจ็ด ควรมีการสร้างและพัฒนา "กลุ่มเพื่อน" ที่มีคุณภาพขึ้นมา เพื่อให้วัยรุ่นมีช่องทางที่จะคบค้าสมาคมกับกลุ่มเพื่อนที่จะช่วยนำพาชีวิตไปในทางสร้างสรรค์ เนื่องจากเพื่อนเป็นสื่อบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดสำหรับวัยรุ่น ดังนั้นควรจะส่งเสริมให้วัยรุ่นที่มีคุณภาพมีความคิดสร้างสรรค์ได้ทำกิจกรรมที่จะดึงดูดกลุ่มเพื่อนคนอื่น ๆ ให้เข้ามาร่วมพัฒนาตนเองให้มากขึ้น

 

ดูบทความอื่น