หนี้สินภาคประชาชน ไม่ใช่แค่ให้ยา แต่ต้อง “ผ่าตัด”

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดสัมมนาเรื่อง “หนี้สินภาคประชาชน กับทางออกที่สร้างสรรค์และเป็นธรรม” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 โดยมีผู้ร่วมบรรยายได้แก่ คุณบุญศักดิ์ เจียมปรีชา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง นักวิชาการด้านพัฒนาสังคม ดร.สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คุณไมตรี อินทุสุต สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และคุณพงษ์เทพ ถิฐาพันธุ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง จากผลการสำรวจวิจัยและการสัมมนาดังกล่าว ผู้เขียนมีข้อสรุปและข้อคิดเห็นประเด็นสำคัญที่จะนำเสนอดังนี้

คนไทยรวยหนี้ทวีคูณ

คุณพงษ์เทพ ถิฐาพันธ์ระบุตัวเลขของคนที่มีหนี้สินนอกระบบ(จากการรวบรวมได้) มีจำนวนประมาณ 1.7 ล้านคน คิดเป็นจำนวนเงินหนี้นอกระบบประมาณ 1.3 แสนล้านบาท

ดร.สมชัย สุจิตชน ได้ชี้ให้เห็นทิศทางการเป็นหนี้ของคนไทยว่ามีปริมาณหนี้ และอัตราการเพิ่มของหนี้ที่ “สูงขึ้น” กล่าวคือเมื่อก่อนคนไทยเป็นหนี้คิดเป็นอัตราประมาณร้อยละ 20-30 ของรายได้ แต่ในปัจจุบันอัตราการเป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับอัตราประมาณร้อยละ 50 ของรายได้

สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนโดยเฉพาะในระดับรากหญ้ามีปัญหาหนี้สินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญหาเร่งด่วนคือเรื่องหนี้นอกระบบ

ต้นเหตุ “ทำกินล้มละลาย-ใช้จ่ายเกินตัว”

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เสนอผลสำรวจเรื่อง "ความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชน 19 จังหวัดจากทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง" ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 24 กันยายน - 19 ตุลาคม 2547 จากประชาชนที่ลงทะเบียนปัญหาหนี้สินนอกระบบจำนวน 5,197 ตัวอย่าง และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 1,197 ตัวอย่างพบว่าสาเหตุของปัญหาหนี้สินของประชาชนอันดับแรกคือร้อยละ 67.4 มีการกู้ยืมเพื่อมาลงทุนในการทำมาหากิน ร้อยละ 41.9 กู้ยืมมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 33.0 ใช้ส่งลูกหลานเรียนหนังสือ ร้อยละ 20.2 ใช้สร้าง/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของผศ.ดร.บัญชร แก้วส่องที่ระบุว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้คนยากจนในชนบทมีหนี้สินมากที่สุดคือการล้มละลายของการลงทุนเพื่อการทำมาหากิน โดยเฉพาะการผลิตยุคใหม่ทำให้คนชนบทต้องลงทุนสูง (เช่นต้นทุนเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าดูแลจัดการ) ในขณะที่ผลผลิตตกต่ำ ผลตอบแทนไม่คุ้มกับการลงทุน ปัญหาเรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเนื่องจากกระแสบริโภคนิยมที่ทำให้คนชนบทหารายได้ไม่เพียงพอกับายจ่าย นอกจากนี้ลูกหนี้บางส่วนยังมีพฤติกรรม “หมุนหนี้” คือกู้ยืมเพื่อนำเงินจากแหล่งเงินกู้หนึ่งไปใช้คืนแหล่งกู้ยืมอีกแห่งหนึ่งที่เร่งรัดมากกว่า

เจรจาหนี้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากหนี้นอกระบบ รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเร่งด่วนอย่างหนึ่งคือ มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนกระทรวงมหาดไทย (ศตจ.มท.) จัดตั้งทีมเจรจาแก้ปัญหาหนิ้สินจำนวน 6,039 ทีมทั่วประเทศ เพื่อเจรจาหาข้อยุติสร้างความเป็นธรรมระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ ผลการดำเนินงานถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 เจรจาแก้ปัญหาหนี้สินจำนวน 1,685,090 ราย คิดเป็นมูลหนี้จำนวนประมาณ 1.24 แสนล้านบาท

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ได้ทำการประเมินผลการเจรจาดังกล่าวจากลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการเจรจาแก้ปัญหาหนี้สินพบว่า ร้อยละ 83.5 พอใจต่อกระบวนการในการเจรจาแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ความรวดเร็วในการดำเนินงาน การเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ ความเป็นธรรม และผลของการเจรจา

ทั้งนี้ประชาชนที่ผ่านกระบวนการเจรจาให้คะแนนผลการดำเนินงานเฉลี่ยเท่ากับ 7.76 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน) ทั้งนี้เมื่อจำแนกเป็นรายภาคพบว่าประชาชนในภาคตะวันออกจะให้คะแนนความพอใจสูงที่สุด 8.17 คะแนน รองลงมาคือภาคเหนือ 8.16 คะแนน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8.04 คะแนน ภาคใต้ 7.63 คะแนน ภาคกลาง 6.85 คะแนน และกรุงเทพมหานคร 6.63 คะแนน

การที่กลุ่มคนที่เป็นหนี้นอกระบบพอใจต่อผลการเจรจาแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ เนื่องจากการเจรจาสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบได้ โดยทำให้มีข้อยุติของปัญหาไปในแนวทางต่าง ๆ ได้แก่ การโอนหนี้เข้าสู่ระบบ (โดยมีสถาบันการเงินมารับช่วงภาระหนี้แทน) การเจรจาปรับเงื่อนไขหนี้ให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย (เช่นคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี) หรือการเจรจาหาข้อยุติร่วมกันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในเงื่อนไขอื่น (เช่น ลดดอกเบี้ย ยืดระยะเวลาผ่อนชำระ ลดยอดเงินงวดการชำระ ฯลฯ ) อย่างไรก็ตามบางส่วนที่การเจรจายังไม่บรรลุผลตามที่ลูกหนี้ต้องการ แต่ลูกหนี้ก็พอใจเนื่องจากลูกหนี้เห็นว่าอย่างน้อยฝ่ายบ้านเมืองก็หันมาเอาใจใส่กับปัญหาที่ชาวบ้านรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งมานาน

ระวังโรคหนี้ระบาดเรื้อรัง

คุณไมตรี อินทุสุตตัวแทนผู้ปฏิบัติงานภาครัฐจากกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่ากระบวนการเจรจาแก้ปัญหาหนี้สินที่ผ่านมายังไม่ใช่ “การปรับโครงสร้างหนี้” และไม่ใช่การบีบบังคับให้มีการโอนหนี้จากนอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ

อย่างไรก็ตามคุณพงษ์เทพ ถิฐาพันธ์ได้ประเมินว่า จากปริมาณหนี้นอกระบบที่ชาวบ้านกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ถ้าหากสถาบันการเงิน และระบบการเงินที่จัดตั้งในระดับชุมชนจะดูดซับเอามาจัดการขณะนี้ก็ยังอยู่ในวิสัยที่สามารถ “แบกรับ” กันได้ แต่ทว่ามีปัญหาที่น่ากังวลอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือถ้าหากว่าหนี้นอกระบบถูกปรับเข้าสู่ในระบบหมดแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีหลักประกันได้ว่า ปัญหาหนี้นอกระบบจะ “ยุติโดยไม่พอกพูนขึ้นมาใหม่” ได้อย่างไร เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้ออำนวยต่อการหันกลับไปหากลุ่มการเงินนอกระบบอีก อาทิ การกู้ยืมสะดวกง่ายดาย นิสัยการใช้เงินแบบขาดระเบียบวินัย การประกอบอาชีพที่ไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ผศ.ดร.บัญชรยังตอกย้ำให้เห็นอีกว่าการส่งเสริมอาชีพจากโครงการรัฐบาลที่ขาดการจัดการที่ดีก็เป็นสาเหตุล้มเหลวนำไปสู่การเป็นหนี้สินได้ เช่น วัวพลาสติก โครงการปลูกพืชผลที่ขาดตลาดรองรับ เป็นต้น

ในด้านทัศนะและความเข้าใจบางอย่างก็มีผลต่อความยุ่งยากในการแก้ปัญหาหนี้สิน อาทิเช่นความเข้าใจเรื่องแก้ปัญหาของรัฐบาลในสายตาชาวบ้าน ที่เอแบคโพลล์สำรวจพบว่าประชาชนเกือบครึ่งหนึ่งคือร้อยละ 49.6 ที่มีความเข้าใจ (ที่ผิด) ว่ารัฐบาลจะเข้ามารับผิดชอบชำระหนี้แทนประชาชน สะท้อนให้เห็นมุมมองที่ยังไม่มีวุฒิภาวะต่อการจัดการปัญหาหนี้สินของชาวบ้านเอง

นอกจากนี้ดร.สมชัยยังให้ทัศนะเพิ่มเติมว่า มองในแง่เศรษฐกิจระดับมหภาคแล้วการที่อัตราหนี้สินที่สูงร้อยละ 50 ของรายได้นั้นยังอยู่ในระดับที่พอจะจัดการกันไหว แต่ถ้าหากในอนาคตอัตราหนี้สูงขึ้นกว่านี้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมคงจะมีปัญหาแน่

และที่สำคัญข้อมูลจากการสำรวจพบว่าถึงแม้ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติที่มีความรับผิดชอบสูงต่อการเป็นหนี้ (มีความคิดว่าถ้าเป็นหนี้แล้วจะต้องพยายามหาทางจ่ายคืนให้ได้) แต่ทว่าในกลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นได้เกิดแนวโน้มทัศนคติที่น่าเป็นห่วงอยู่อย่างหนึ่งคือ ในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 30 ปีมีอัตราคนที่เห็นว่า “การเบี้ยวหนี้เป็นเรื่องธรรมดา” มากขึ้น ซึ่งถ้าหากปล่อยให้ความคิดแบบนี้ขยายตัวมากขึ้น กอปรกับค่านิยมบริโภคฟุ่มเฟือยของคนรุ่นใหม่ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่ว เชื่อว่าต่อไปการจัดการระบบหนี้สินของประเทศคงจะยุ่งยาก

ต้อง “ผ่าตัด” เพื่อยุติปัญหา

ดังนั้นนอกจากเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเจรจาเพื่อลดความเดือดร้อนของภาระหนี้เฉพาะหน้าแล้ว ต่อไปควรจะต้องปรับทัศนะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ(ไม่ใช่ปล่อยให้เข้าใจผิดว่ารัฐบาลจะมาชำระหนี้แทน) เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความคาดหวังที่สูงเกินไปและต้องทำให้การแก้ปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงที่จะต้องร่วมกันรับผิดชอบอย่างมีเหตุมีผล นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถเอาชนะปัญหาหนี้สินให้ยั่งยืน ด้วยการขจัดปัญหาที่เป็นมูลเหตุแห่งหนี้สินให้ได้

ในยะยะยาว มาตรการการโอนหนี้จากนอกระบบเข้าสู่ในระบบยังไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป และไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาหนี้สินหรือปัญหาความยากจน ทางออกจะต้องมีการพัฒนาฟื้นฟูระบบอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ชาวบ้านระดับล่างมีความมั่นคงในเรื่องรายได้ ทำให้กระบวนการลงทุนรายย่อยสามารถเพิ่มพูนผลผลิตที่คุ้มค่ากลับคืนมา ไม่ปล่อยให้คนทำมากินตกอยู่ในภาวะ “ยิ่งทำยิ่งจน” จะต้องพัฒนาทักษะและโอกาสแวดล้อมทำให้ผู้ประกอบกิจการรายย่อยสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมั่นคงเพื่อไม่ให้เกิดภาวะล้มเหลวทางอาชีพที่จะเป็นสาเหตุนำไปสู่ปัญหาหนี้สินต่อไป

จะต้องมีการปรับปรุงระบบวิธีคิด สร้างเสริมวัฒนธรรมการใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคม จะต้องลดพฤติกรรมใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และการขาดวินัยทางการเงิน

รวมไปถึงจะต้องมีมาตรการด้านหลักประกันการครองชีพ(เรื่องการกินอยู่ในระดับพื้นฐาน)ให้มีความเพียงพอเหมาะสมกับประชาชนระดับล่าง เนื่องจากการกู้ยืมที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินของประชาชนนั้นสาเหตุอันดับที่สอง(รองจากการกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ)คือเรื่องการกู้ยืมเพื่อจับจ่ายใช้สอยในสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน

หมายเหตุ บทความนี้ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ฉบับวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2547

ดูบทความอื่น ๆ