โรคระบาดทางอารมณ์ น่าเป็นห่วงไม่แพ้ไข้หวัดนก

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

ขณะที่ปัญหาโรคไข้หวัดใหญ่ที่เรียกว่า "ไข้หวัดนก" (Avian influenza H5N1) ที่เชื่อกันว่านกเป็ดน้ำจากแถบไซบีเรียและจีนตอนเหนือเป็นพาหะนำเชื้อเข้ามาแพร่ระบาดสู่สัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยโดยเฉพาะการแพร่ระบาดในไก่และลุกลามเข้ามาติดคนในที่สุด ได้สร้างความตื่นตระหนกและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังนั้นปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อโรคเก่าแก่ชนิดนี้(ที่รู้จักกันมานานนับร้อยปีในแถบภูมิภาคอื่นมาก่อนที่เพิ่งระบาดหนักในเมืองไทยครั้งนี้)จึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะวิกฤติเรื่องโรคระบาดเพียงอย่างเดียวแต่ยังได้กลายเป็นปัญหาทางจิตวิทยามวลชนที่กำลังส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมตามมาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยในด้านวิธีการจัดการปัญหา และวิธีการให้ข่าวสารข้อมูลที่กำลังส่งผลกระทบต่อความคิดจิตใจของคนในสังคม เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายพึงตระหนักและคิดหาทางจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

ความวิตกกังวลขึ้นสมอง

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าข่าวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกได้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก ดังผลการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนกทม. 1,077 ราย เมื่อวันที่ 29-30 ม.ค. 2547) พบว่าตัวอย่างกว่าร้อยละ 55.6 มีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เรื่องนี้ โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้วิตกกังวลมากที่สุดคือกลัวติดเชื้อไข้หวัดนก รองลงมาคือกลัวเพราะเชื่อว่าเป็นโรคที่ยากจะรักษาและไม่มียารักษาโดยตรง เป็นสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และไม่มั่นใจการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ตามลำดับ ในขณะที่ร้อยละ 34.1 ไม่วิตกกังวล และร้อยละ 10.3 ไม่มีความเห็น

ยังสับสนในข่าวสาร

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายได้วิจารณ์เรื่องการปิดบังข้อมูลปัญหาการแพร่ระบาดของโรคในระยะแรกเริ่ม และผลสำรวจประชาชนยืนยันถึงความไม่มั่นใจในข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล โดยพบว่าตัวอย่างกว่าร้อยละ 55.2 ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ไข้หวัดนกอย่างโปร่งใส มีเพียงร้อยละ 28.1 ที่เชื่อมั่น (และร้อยละ 16.7 ไม่มีความเห็น)

นอกจากนี้ในเรื่องของความรู้ความเข้าใจของประชาชนมีตัวอย่างร้อยละ 53.5 ที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาเรื่องนี้อย่างชัดเจนเพียงพอกับที่ต้องการ ในขณะที่เรื่องที่ประชาชนกลุ่มนี้ต้องการรู้มากที่สุดคือ วิธีการติดต่อ/การแพร่กระจายของเชื้อโรคไข้หวัดนก อันดับที่สองคือต้องการรู้เกี่ยวกับลักษณะอาการของผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก อันดับที่สามคือวิธีการหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการติดเชื้อ ตามลำดับ (ส่วนคนที่คิดว่ามีความรู้ความเข้าใจเพียงพอมีร้อยละ 46.5)

โรค "ขยาดการกิน" กำเริบ

ผลกระทบจากข่าวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกที่เห็นชัดเจนคือผลกระทบต่อ "พฤติกรรมการกิน" ดังจะพบจากการสำรวจของเอแบคโพลล์ว่าประชาชนตัวอย่างที่เคยบริโภคไก่หลังจากมีข่าวเรื่องไข้หวัดนกทำให้คนเหล่านี้กว่าร้อยละ 85.3 ลดการบริโภคเนื้อไก่ลง (นอกเหนือจากนี้คือคนที่บริโภคเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น) คนที่เคยบริโภคเนื้อเป็ดกว่าร้อยละ 70.8 มีการลดการบริโภคลง รวมถึงไข่ไก่ และไข่เป็ดมีคนบริโภคลดลงร้อยละ 65.2 และร้อยละ 62.9 ของคนที่เคยบริโภคอาหารดังกล่าวตามลำดับ

การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการกินของคนส่วนใหญ่ ทำให้กลุ่มคนที่มีอาชีพหรือธุรกิจเกี่ยวข้องกับร้านอาหารกว่าร้อยละ 50.0 ระบุว่าการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกมีผลกระทบต่อธุรกิจ/อาชีพการงานของตนเอง (ส่วนร้อยละ 38.0 ระบุว่าไม่มีผลกระทบ และร้อยละ 12.0 ไม่มีความเห็น)

ระวังวิกฤต "พฤติกรรม" แพร่ระบาด

นอกจากความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกินดังกล่าวแล้ว พฤติกรรมด้านอื่น ๆ ก็เริ่มมีผลกระทบเกี่ยวเนื่องติดตามมา ดังเช่นตัวอย่างการสำรวจครั้งนี้พบว่าคนที่เคยทำกิจกรรมต่าง ๆ มีการลดการทำกิจกรรมเหล่านั้นลงดังต่อไปนี้ ได้แก่ การไปเที่ยวต่างจังหวัด การใช้บริการห้องพักโรงแรม การรับประทานข้าวนอกบ้าน การเข้าร่วมการประชุม/สัมมนา การไปสังสรรค์/ดูหนัง/ฟังเพลง และการใช้บริการห้างสรรพสินค้า ตามลำดับ

ซึ่งปัจจุบันกิจกรรมการเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มคนส่วนใหญ่เหมือนเช่นกับ "พฤติกรรมการกิน"(ที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก) ก็ตาม แต่จากข้อมูลการสำรวจครั้งนี้ก็ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมการใช้ชีวิตต่าง ๆ เหล่านั้นเปลี่ยนไปในทิศทางที่ "ลดลง" ดังนั้นถ้าหากการแก้ปัญหายังไม่คืบหน้า การให้ข่าวสารยังไม่ชัดเจน และข้อมูลด้านลบของสถานการณ์แพร่ระบาดมากขึ้น (เช่นข่าวการแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้) ก็เชื่อได้ว่ากิจกรรมการดำเนินชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่คงจะเปลี่ยนแปลงและจะทำให้เกิดผลกระทบเสียหายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงได้

"กินไก่โชว์" ไม่สร้างความมั่นใจ

วิธีการ "กินไก่โชว์" ของบรรดารัฐมนตรีและผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ได้ผลอย่างที่คาดคิด เนื่องจากการสำรวจด้วยคำถามว่า "การที่รัฐมนตรีกินเนื้อไก่ให้ดูมีผลทำให้ท่านเชื่อมั่นที่จะกินเนื้อไก่หรือไม่ "พบว่าตัวอย่างร้อยละ 49.7 ระบุว่าไม่เชื่อมั่น ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 17.9 ที่เชื่อมั่น ส่วนอีกร้อยละ 32.4 ไม่มีความเห็น)

ไม่เชื่อมั่นข้อมูลรัฐบาล แต่เชื่อแก้ปัญหาได้

ถึงแม้ประชาชนจะไม่มั่นใจว่าจะได้รับข้อมูลที่"โปร่งใส"เกี่ยวกับสถานการณ์โรคไข้หวัดนกจากรัฐบาล แต่ปัจจุบันประชาชนยังเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคอย่างได้ผล สามารถกำจัดไก่ที่เป็นโรคให้หมดไปได้ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะป้องกันปัญหาผลกระทบต่อการท่องเที่ยวได้

ส่วนเรื่องที่ประชาชนไม่มั่นใจเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้คือ ส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถชดเชยความเสียหายแก่ผู้เลี้ยงไก่ได้อย่างทั่วถึง

ที่ผ่านมาตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 76.1 ไม่ได้ตำหนิการทำงานของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลได้ทำงานเต็มความสามารถแล้ว ในขณะที่ปัญหาเรื่องนี้ยากที่จะแก้ไขจัดการ และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

อีกร้อยละ 15.4 ตำหนิรัฐบาลด้วยเหตุผลที่ว่า รัฐบาลปกปิดข่าวสารที่แท้จริง ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การแก้ปัญหาล่าช้า และยังไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ที่เหลือร้อยละ 8.5 ไม่มีความเห็น

ด้านการทำงานของนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกพบว่าตัวอย่างร้อยละ 52.8 ระบุว่าพอใจ ร้อยละ 18.0 ไม่พอใจ และร้อยละ 29.2 ไม่มีความเห็น

แนะรัฐบาลต้อง "จริงจัง-โปร่งใส"

จากผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความวิตกกังวลต่อปัญหาการแพร่รบาดของไข้หวัดนก ส่วนใหญ่ได้รับความรู้ความเข้าใจยังไม่เพียงพอ มีความไม่มั่นใจต่อประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาบางด้าน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ตำหนิการทำงานของรัฐบาล มีความพอใจต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรีและมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาสำเร็จลงได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยในเชิงบวกต่อการทำงานของรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตามข้อเสนอแนะสำหรับการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น ควรจะดำเนินการดังนี้

ประการแรก จะต้องแสดงความจริงจังในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการควบคุมโรค เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีมาตรการที่ชัดเจนตรงประเด็น และมาตรการเหล่านั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างได้ผล

ประการที่สอง ต้องให้ข้อมูลอย่างเปิดเผยโปร่งใสแก่ประชาชน โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลป้องกันตนเอง อย่าทำให้รู้สึกว่ามีการปิดบังความจริงเพียงแค่ไม่อยากให้ประชาชนรับรู้ปัญหาเท่านั้น

ประการที่สาม ต้องให้ข่าวสารความรู้เกี่ยวกับโรค โดยเฉพาะในเรื่อง วิธีการติดต่อ/การแพร่กระจายของโรค วิธีการสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อ และวิธีการป้องกันรักษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ

ประการที่สี่ ต้องหาทางลดพฤติกรรมที่เกิดจากความตื่นตระหนก โดยเฉพาะในเรื่องพฤติกรรมการกิน (การกินไก่-เป็ด-ไข่) และพฤติกรรมการอื่น ๆ ในการดำเนินชีวิตที่อาจจะตามมา (เช่นการเดินทาง การพบปะผู้คน) เพราะหากปล่อยให้อาการแพร่ระบาดทางอารมณ์(panic) แผ่ขยายมากขึ้น จะกระทบต่อกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น

ประการที่ห้าต้องคิดหาวิธีการที่ได้ผลในการลดพฤติกรรมที่เกิดจากความตื่นตระหนก และควรตระหนักว่าการสร้างความมั่นใจในพฤติกรรมการกินโดยให้บุคคลสำคัญกินไก่โชว์นั้นยังไม่สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้

อาจจะเป็นเพราะว่าในสายตาประชาชนคงมองว่าไก่ที่คนเด่นคนดังนำมากินนั้นอาจจะแตกต่างไปจากไก่ที่พบเจอทั่วไปในชีวิตประจำวันของชาวบ้านกระมัง

 ดูบทความอื่น ๆ