แนวคิด ความเป็นมาและปัญหาเรื่อง “โพลล์”

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

ความหมายของ “โพลล์

คำว่า “Poll” ใน Encyclopedia American (1994 Volume 22) ให้ความหมายให้เป็นคำเดียวกันกับคำว่า “Public Opinion” ความหมายของคำว่า Public Opinion ที่ได้ให้ไว้ในพจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาฉบับราชบัณฑิตยสถาน (อังกฤษ-ไทย) ระบุว่าหมายถึง “การหยั่งเสียงมติมหาชนด้วยวิธีการลงคะแนน” คือ การสำรวจมติหรือท่าทีของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกลุ่มที่สุ่มเป็นตัวอย่างก่อนการเลือกตั้ง เพื่อทำนายผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งอาจใช้การหยั่งเสียงมติมหาชนด้วยวิธีการลงคะแนน เพื่อทราบความคิดเห็นของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งก็ได้

คำว่า “มติมหาชน” ตามความหมายในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า หมายถึง ความคิดเห็นของคนหมู่มาก ซึ่งถ้าจะพิจารณานิยามเพิ่มเติมจากพจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาฉบับที่กล่าวมา ก็จะพบความหมายของคำ “มติมหาชน” (Opinion, Public) ว่า คือ ความคิดเห็นเฉพาะ หรือท่าทีของประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีต่อประเด็นสำคัญ ๆ ของสังคม

เพราะฉะนั้น “โพลล์” (Poll) จึงน่าจะหมายถึง การสำรวจความคิดเห็นเพื่อให้ได้มาซึ่ง มติมหาชน (ความคิดเห็นของคนจำนวนมาก) นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มีคำอีกคำหนึ่ง ซึ่งมักถูกนำมาใช้ปะปนกัน (หรือบางครั้งถูกนำมาใช้แทนที่ เป็นความหมายเดียวกันก็มี) บ่อยครั้งคือคำว่า “ประชามติ” ความหมายของคำว่า “ประชามติ” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า หมายถึง มติของปวงชนส่วนใหญ่ในประเทศ (Plebiscite) และหมายถึงมติของประชาชนที่รัฐในสิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองว่ากฎหมายสำคัญ ที่ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ตัดสินปัญหาสำคัญในการบริหารประเทศ (Referendum)

คำว่า “มติมหาชน”หรือ "สาธารณมติ" (Public Opinion) จึงมีความหมายที่แตกต่างจากคำว่า “ประชามติ” (Plebiscite หรือ Referendum) กล่าวคือ มติมหาชน คือ ความเห็นของคน “กลุ่มใหญ่” ส่วนประชามติ คือ การลงมติของคน “ส่วนใหญ่” เพราะฉะนั้นความเห็นของคนกลุ่มใหญ่จำนวนหนึ่งที่ได้จากการสำรวจ จึงอาจจะไม่ใช่มติ ข้อตกลงหรือข้อความเห็นของคนส่วนใหญ่ก็เป็นได้

นอกจากนี้ การประชามติ มักจะใช้ในกรณีที่เกี่ยวกับการตัดสินใจของรัฐเกี่ยวกับการออกกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก หรือเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบกฎเกณฑ์ที่ใช้กับกลุ่มชนใด ๆ และมุ่งที่จะนำผลที่ได้จากการลงประชามตินั้น ไปใช้ในการตัดสินใจ ดำเนินงานของรัฐ หรือผู้นำกลุ่มชนนั้นต่อไป

การทำโพลล์ จึงถือเป็นกระบวนการสำรวจความคิดเห็นของคนจำนวนมากที่มีต่อความนิยม ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งยังไม่ใช่การลงประชามติ อย่างไรก็ตาม โพลล์ ที่มีการสำรวจความเห็นของประชาชนจำนวนมาก กระจายครอบคลุมตัวแทนของประชาชนทุกพื้นที่และทุกกลุ่ม อาจจะทำให้ได้ความคิดเห็นที่เป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นการสะท้อน “ประชามติ” ของประชาชนในเรื่องต่าง ๆ ได้ กล่าวคือ อาจจะสามารถสะท้อนแนวโน้มการที่จะตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ต่อกรณีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น ๆ (ถ้าหากสมมติว่าจะมีการให้ประชาชนทั้งหมดตัดสินใจลงประชามติเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ในขณะนั้น)

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะยืนยันว่า ผลของการสำรวจมติมหาชน (บางทีก็ใช้คำว่า “สาธารณมติ”) หรือการทำโพลล์ เป็นการสะท้อนประชามติต่อเรื่องใด ๆ นั้น จึงมักจะเป็นการกล่าวอ้างที่เกิดจากข้อสรุปส่วนตัวของผู้ทำโพลล์ หรือผู้ที่อ่านโพลล์เองมากกว่า เพราะการที่จะสรุปว่า ผลการสำรวจเป็นผลสะท้อนความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยหลายอย่าง (อาทิ ความถูกต้องของกระบวนการสำรวจ การสุ่มตัวอย่างที่ได้ตัวแทนประชากรทั้งหมด การขจัดปัญหาความผิดพลาดในการเก็บและการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น) ซึ่งการทำโพลล์แต่ละครั้ง ยากที่จะยืนยันถึงความเป็นตัวแทนที่แท้จริงให้เป็นที่ยอมรับอย่างแน่นอนได้ (เพราะเป็นการสำรวจตัวแทนบางส่วนเท่านั้น)

แต่กระนั้นก็ตาม การจัดทำโพลล์ถึงแม้จะไม่ใช่ประชามติ แต่การทำโพลล์ที่ดีจะต้องมีการจัดการที่เข้มงวดรัดกุม เพราะเป็นกระบวนการที่มุ่งสะท้อนความคิดเห็นของคนจำนวนมาก ผลสำรวจที่ได้นั้นมีผลกระทบมากมายอย่าง น้อยที่สุดการทำโพลล์ที่ดีต้องพยายามตั้งเป้าหมายในอุดมคติไว้ล่วงหน้า อย่างหนึ่งคือ จะต้องพยายามสะท้อนมติหรือความเห็นของประชากรส่วนใหญ่ที่อ้างถึงไว้ให้ได้มากที่สุด

ความเป็นมาและการให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน”

“โพลล์” เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการสะท้อนเสียง หรือความคิดเห็นของประชาชน การให้ความสำคัญเกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนและประวัติความเป็นมาของกระบวนการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น มีความหมายและมีความสำคัญต่อรากฐานความคิดและการจัดทำโพลล์ในสังคมต่าง ๆ ในปัจจุบัน

คุณลักษณะของ “ประชามติ” ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแม่แบบในอุดมคติของการทำโพลล์นั้น ตามนิยามจากสารานุกรมไทยฯ จำแนกออกเป็น 5 ประการคือ

ประการแรก จะต้องมี "กลุ่มชน" อันเป็นที่มาของมติ กลุ่มชนที่มีความสำคัญต่อประชามตินั้น กลุ่มชนนั้นมิได้หมายถึงว่า จะต้องเป็นบุคคลทุกคนในสังคมแต่หมายถึงคนทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เช่น ปัญหาทหาร ได้แก่ กลุ่มชนที่เป็นทหาร ปัญหาแรงงาน ได้แก่ กลุ่มชนที่เกี่ยวกับแรงงาน เพราะฉะนั้น ในสังคมหนึ่งอาจจะมีประชาชนหลายกลุ่ม ทั้งนี้ สุดแท้แต่ปัญหา

ประการที่สอง ได้แก่ "ปัญหา" ปัญหาหรือหัวข้อประเด็นเป็นสิ่งที่จะต้องมีขึ้นให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเสมือนหนึ่งแกนกลางให้มีประชามติเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัญหาการแสดงออกของประชาชนก็มีขึ้นไม่ได้

ประการที่สาม ได้แก่ "ทัศนคติ" คือ ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อปัญหาใดปัญหาหนึ่งของบุคคลเป็นพลังที่แสดงออกมาในทางเห็นด้วยหรือคัดค้านเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น

ประการที่สี่ ได้แก่ "การแสดงออกซึ่งทัศนคติที่มีต่อปัญหา"

ประการที่ห้า ได้แก่ "จำนวนบุคคล" ซึ่งปกติจะเป็นจำนวนส่วนข้างมาก หรือมิฉะนั้นก็มีความสำคัญพอที่จะนับได้ว่าเป็นการแสดงออก ซึ่งความเห็นของกลุ่มชน

ประชามติมีขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับหมู่บ้าน ระดับโรงเรียน สถานศึกษา หรือระดับชาติ

ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับประชามติในสังคมตะวันตก มีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่า การให้ความสำคัญเรื่องความคิดเห็นของมนุษย์นั้นมีมาแต่สมัยโบราณ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าประชามติเป็นคำที่ค่อนข้างใหม่ ในสมัยกรีกโบราณ (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 2 ) พลาโต (Plato) นักปราชญ์โบราณเอง ไม่สนใจประชามติเลย การแสดงความเห็นของประชาชนชาวกรีกอยู่ในลักษณะที่ไม่ค่อยเสมอภาคนั้น คือ มีอยู่ในหมู่เสรีชนเท่านั้น

ต่อมาในสมัยกลาง (ราวพุทธศตวรรษที่ 11-21) ความเคลื่อนไหวด้านประชามติ ก็ยังถือว่ายังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ประชามติเริ่มปรากฏโดยมีผู้กล่าวถึงบ่อยขึ้น ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 21-23 กล่าวคือ ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 เมื่อมีการปฏิรูปทางคริสต์ศาสนา ประกอบกับเป็นเวลาที่ศิลปวรรณกรรม และวิทยาศาสตร์เจริญขึ้น ประชามติจึงเริ่มกระเตื้องขึ้น และมีการพัฒนาติดตามมา ในระยะนั้นกลุ่มคนก็เติบใหญ่และหนาแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อน ความคิดเห็นของประชาชนเริ่มกระจายกว้างขวางและเสรีขึ้นโดยลำดับ

จนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 22 และ 23 ซึ่งเป็นระยะที่สังคมทางซีกโลกฝ่ายตะวันตก มีความเจริญกันทั่วถึง ประชาชนได้เปลี่ยนจากความเชื่อถือที่ยึดติดตายตัวแบบโบราณ มายึดถือเรื่องการคิดค้นอย่างมีเหตุผลมากขึ้น มีการให้ความสำคัญต่อปัจเจกบุคคลมากขึ้น ทำให้ความเห็นของประชาชนมีความสำคัญมากขึ้น คนทั้งหลายก็เริ่มเห็นความสำคัญของประชามติมากขึ้นกว่าที่เป็นมาในอดีต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 23 (ซึ่งตรงกับช่วงราวปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง) ประชาชนได้พากันกล่าวถึงพลังของประชามติกันบ่อยขึ้น ในประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ รุสโซ (Rouseau) และต่อมาได้แก่ เนกแกร์ (Necker) ซึ่งได้อ้างอิงถึงคำพูดของ อัลควิน (Alcuin) และกล่าวถึงมติมหาชนไว้ในข้อเขียนของตนหลายแห่ง ในประเทศอังกฤษ ได้แก่ เจรีมี เบนเทม (Jeremt bemthan) กล่าวว่า ประชามติมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในฐานะที่เป็นเครื่องควบคุมสังคมประชาธิปไตยนี้ให้ฝ่ายปกครองใช้อำนาจในทางมิชอบ และมีการกล่าวถึง vox populi ซึ่งเป็นคำของ อัลควิน แปลว่าประชามติ หรือมติมหาชน กันบ่อยขึ้น

มาจนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 25 ซึ่งเป็นสมัยที่การสื่อสารเจริญมากขึ้นแล้ว ทางฝ่ายบ้านเมืองเองก็มีเครื่องไม้เครื่องมือในการโฆษณาเผยแพร่ข่าวสารของตนเอง ตลอดจนมีการจัดแบ่งหน่วยงานออกทำหน้าที่สื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบความเป็นไปของบ้านเมืองกว้างขวางขึ้น เพื่อให้การบริหารของรัฐสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ประชามติจึงได้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่ขยาย เป็นความเจริญและเป็นที่ยอมรับนับถือกันจนกระทั้งในปัจจุบัน

ในเรื่องวิธีการการหยั่งประชามติ มีผู้แสวงหาวิธีหยั่งประชามติที่ดีมีประสิทธิภาพกันมานานแล้ว วิธีธรรมดาที่ใช้กันมาช้านาน ได้แก่ แบบเดินสัมภาษณ์รายบุคคล และอีกวิธีหนึ่งก็คือ ให้ประชาชนออกความเห็นโดยอิสระ ซึ่งใช้กันอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ทั้งสองวิธี สุดแต่ว่าปัญหาใด ควรใช้วิธีใด

สำหรับวิธีถามเอาความเห็นนั้น เมื่อประชาชนมีจำนวนมากขึ้น ย่อมเป็นการลำบากที่จะสอบถามเอาความเห็นของทุกคน จึงเกิดระบบสุ่มตัวอย่างขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน คือ สอบถามเฉพาะบางคนตามรายการในแบบสอบถาม โดยถือว่าผู้นั้นออกความเห็นแทนผู้อื่นในกลุ่มนั้น เป็นระบบที่เพิ่งเริ่มใช้กันในต่างประเทศ ราว พ.ศ. 2475 มานี้ ปัจจุบันมีการดัดแปลงรูปแบบวิธีการสุ่มตัวอย่างเป็นกลวิธีเล็กวิธีน้อยแยกย่อยไปอีกมากมาย

แม้ประชามติจะเป็นแนวคิดใหม่ แต่ก็มีความสำคัญยิ่ง การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือการโฆษณา จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งกฎหมายของทุกประเทศที่เจริญแล้ว จะต้องให้ความคุ้มครองซึ่งสิทธิในการแสดงออกเหล่านั้น ส่วนใหญ่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญของประเทศ ในฐานะที่สิทธิในการแสดงออกเป็นสิทธิหลักขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันว่า การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของประชาชนจะได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่

ปัจจุบันการจัดสำรวจเพื่อสะท้อนประชามติหรือการทำโพลล์ เป็นกลวิธีในการทำงานเพื่อชี้วัดความคิดเห็นของคนจำนวนมาก การทำโพลล์เปรียบเสมือนรูปแบบจำลองของการประชามติ ปัจจุบันมีการพัฒนารูปแบบวิธีการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีองค์กรหรือสถาบันที่รับผิดชอบอย่างเป็นกิจลักษณะ ซึ่งมีทั้งองค์กรในภาครัฐ องค์กรอิสระ องค์กรสื่อมวลชนรวมทั้งยังมีโพลล์ในเชิงธุรกิจอีกด้วย

ที่จริงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงในต่างประเทศได้ทำกันมานาน เช่น สหรัฐอเมริกา เริ่มมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2367 แต่ที่นับว่าเป็นการสำรวจอย่างเป็นระบบโดยอิงระเบียบวิธีทางวิชาการ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการทำโพลล์ในปัจจุบัน เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2497 ปัจจุบันองค์กรทำโพลล์ที่มีชื่อเสียงมากคือ แกลลับ โพลล์ (Gallup Poll) (รวมกลุ่มกันในนาม Associates of the Gallup, Inc.) และแฮริส เซอร์เวย์ (Harris Survey) เป็นต้น

โพลล์ในสังคมไทย

สำหรับในประเทศไทย การสำรวจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทางการเมือง ที่เริ่มมีการจัดทำอย่างเป็นกิจลักษณะ ได้แก่ เมื่อครั้งการเลือกตั้งครั้งที่ 12 เมื่อ 26 มกราคม 2518 โดย ดร.ฑิตยา สุวรรณชฏ และคณะ ซึ่งเรียกว่า นิด้าโพลล์ ได้ทำการสำรวจ 9 เขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ผลการสำรวจครั้งนั้น ทำนายผลได้ในระดับใกล้เคียง จากนั้น นิด้าโพลล์ได้ทำการสำรวจในการเลือกตั้งครั้งที่ 13 ในวันที่ 4 เมษายน 2519 นับตั้งแต่นั้นมาการเลือกตั้งทั่วไป ทุกครั้งก็จะมีหน่วยงานและสถาบันหลายแห่งได้เข้าสู่วงการสำรวจ คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (เฉลิม, มติชน, 13 มิ.ย. 2538)

สำหรับโพลล์ที่เริ่มมีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้เอง อันได้แก่ ในช่วงที่มีกระแสกดดันรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้ลาออกจากตำแหน่ง โดยนักวิชาการที่มีภูมิหลังเป็นนักกิจกรรมชื่อดัง (ธีรยุทธ บุญมี) ซึ่งปรากฏว่างานดังกล่าวมีผลต่อชื่อเสียงของ พล.อ.เปรม ในขณะนั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมา การกระทำโพลล์ในประเด็นทางการเมืองและเรื่องต่าง ๆ ก็ตามมาเป็นระยะ ๆ มากขึ้น

การสำรวจความนิยมของประชาชนต่อพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือโพลล์เลือกตั้งนั้นมักจะมีสถาบันต่าง ๆ ออกมาจัดทำกันมากที่ช่วงฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่าง ๆ โดยเฉพาะการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 มีนาคม, 13 กันยายน 2535, 2 กรกฎาคม 2538 การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันที่ 2 มิถุนายน 2539 การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนมกราคม 2544

ที่ผ่านมาได้มีสำนักจัดทำโพลล์สู่สาธารณะมากมายหลายกลุ่ม นับตั้งแต่กลุ่มสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยหอการค้า มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง สถาบันราชภัฎพระนคร องค์กรสาธารณะ เช่น สมาคมสังคมศาสตร์ หน่วยราชการ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมประชาสัมพันธ์ ตำรวจสันติบาล องค์กรสื่อมวลชน เช่น น.ส.พ. ไทยรัฐ วัฎจักร เดอะเนชั่น-กรุงเทพธุรกิจ มติชน แนวหน้า บางกอกโพสต์ ไอทีวี สถาบันธุรกิจเอกชน เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย กลุ่มชินวัตร และกลุ่มอิสระอื่น ๆ เป็นต้น

 

 

การทำโพลล์กับการวิจัย

การวิจัย (Research) คือ การค้นคว้าหาความรู้ ความจริงที่เชื่อถือได้โดยวิธีการที่มีระบบแบบแผนที่เชื่อถือได้ เพื่อนำความรู้ที่ได้นั้นไปสร้างกฎเกณฑ์ ทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อไว้ใช้ในการอ้างอิง อธิบายปรากฎการเฉพาะเรื่องและปรากฏการณ์ทั่ว ๆ ไป และเป็นผลทำให้สามารถทำนายและควบคุมการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2538 หน้า 11)

การวิจัยเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการบรรลุถึงความเป็นจริงของปรากฏการณ์ต่าง ๆ การทำโพลล์ในฐานะที่เป็นกระบวนการสำรวจเพื่อฟังเสียงหรือคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่มติมหาชนหรือความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ถือได้ว่าเป็น “ข้อเท็จจริง” อย่างหนึ่ง ประสิทธิภาพของการทำโพลล์ก็คือ ความสามารถในการบรรยายความเป็นจริงของมติมหาชน ดังนั้น การนำวิธีการวิจัยมาใช้ จึงก่อให้เกิดประสิทธิผลของการทำโพลล์ เพราะเป็นเครื่องมือที่จะเข้าถึงข้อเท็จจริงที่เป็นเสียงสะท้อนของมติมหาชน

การทำโพลล์ที่จะเชื่อถือได้ มากน้อยเพียงใดนั้น ก็จะต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการที่เคร่งครัดของการวิจัย การทำโพลล์ที่ดีจะต้องมีการนำเอาหลักวิธีการของการวิจัยเข้ามาใช้ในแต่ละขั้นตอนของการจัดการนับตั้งแต่การกำหนดหัวข้อประเด็น การออกแบบวางแผนการศึกษา การสร้างเครื่องมือในการเก็บข้อมูล การกำหนดขนาดและการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง การเก็บข้อมูล การประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การทำโพลล์จะใช้การวิจัยเข้ามาช่วย แต่การทำโพลล์ในทางปฏิบัติโดยส่วนใหญ่ก็มีข้อแตกต่างจากการวิจัยปกติทั่วไป โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องจุดมุ่งหมายของการศึกษา กล่าวคือ การวิจัยส่วนใหญ่ จะมุ่งศึกษาเพื่อพรรณาถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น การมุ่งอธิบายในเชิงเหตุและผลของปรากฏการณ์และการทำนายปรากฏการณ์ในอนาคต ส่วนการทำโพลล์มักจะมุ่งเน้นไปที่การบรรยายลักษณะปรากฏการณ์ (ความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่) ที่ปรากฏอยู่ขณะนั้นเป็นสำคัญ ความต้องการของการทำโพลล์จึงมีจุดมุ่งหมายที่จะสะท้อนความคิดเห็นที่แท้จริงของประชาชนในขณะนั้น โดยที่วัตถุประสงค์ในการอธิบายในเชิงเหตุผล การทำนายความคิดล่วงหน้าถือเป็นวัตถุประสงค์อันดับรองลงไปของการทำโพลล์

เพราะฉะนั้นโพลล์ส่วนใหญ่จึงเป็นแต่เพียงการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ซึ่งเป็นวิธีการวิจัยสำรวจข้อเท็จจริงของความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยไม่ได้มุ่งวิจัยศึกษาความสัมพันธ์หรือไม่ใช่การวิจัยเชิงทดลองที่มุ่งจะวิเคราะห์ลึกลงไปในเชิงเหตุและผลของสิ่งที่เกิดขึ้น

โดยทั่วไปโพลล์ที่ทำกันมักจะต้องการรู้คำตอบเฉพาะต้องกระทำในเวลาอันรวดเร็ว ประกอบด้วยคำถามไม่กี่ข้อ โพลล์จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกนิกคิดของประชาชนในช่วงขณะเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่ต้องการการรวบรวมและเสนอผลในเวลาอันจำกัด

ประเภทของโพลล์ ในประเด็นสาธารณะที่นิยมทำกัน อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ โพลล์เพื่อทำนายผลการเลือกตั้งหรือโพลล์การเลือกตั้ง (Election Opinion Poll) และโพลล์ที่สำรวจความคิดเห็นต่อประเด็นเฉพาะบางอย่างซึ่งไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง (Situation Opinion Poll) เช่น ความคิดเห็นความพึงพอใจของประชาชนต่อนโยบายหรือต่อองค์กรต่าง ๆ เป็นต้น

ผลกระทบและความเหมาะสมในการทำโพลล์

โลกยุคใหม่ “ข้อมูลข่าวสาร” นับจะมีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ ดังเช่นที่ ชัยอนันต์ สมุทรวาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่าอำนาจใหม่ในสังคมคือ “อำนาจอ้างอิง” (Referent Power) ที่เกิดจากความรู้ ข้อมูลข่าวสารและความรวดเร็วฉับไว ในการใช้ข้อมูลข่าวสาร (ผู้จัดการรายวัน 13 พ.ย. 2538)

โดยเฉพาะในทางการเมือง สังคมการเมืองในเมืองใหญ่ ๆ จะมีการให้ความสำคัญในเรื่องภาพลักษณ์มากขึ้น อำนาจใหม่ซึ่งชัยอนันต์เรียกว่า เป็นอำนาจอ้างอิงได้สะท้อนลักษณะเฉพาะของการคลี่คลายขยายตัว ของการเมืองไทย โพลล์ที่เชื่อกันว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้สะท้อนปรากฏการณ์ได้ โดยเฉพาะการสะท้อนผลออกมาเป็นตัวเลขจะก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างเด่นชัด เพราะฉะนั้นคนจำนวนมากจึงให้ความสนใจ “โพลล์อ้างความจริงในทางตัวเลข นักการเมืองจึงพากันตื่นโพลล์” แต่ชัยอนันต์ กลับมีความเห็นว่า ความเป็นจริงโพลล์อาจจะเป็นเพียงเครื่องผ่อนคลายอารมณ์ของคนที่เซ็งการเมือง ซึ่งอาจจะไม่สามารถบ่งบอกอะไรแน่นอนได้

อย่างไรก็ตามในอีกมุมมองด้านหนึ่ง ได้มีแนวความคิดที่ตระหนักถึงความสำคัญของโพลล์ ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโพลล์ ได้มีทัศนะต่อโพลล์ในหลายหลากความเห็น ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ

โพลล์เป็นกระจกสะท้อนความนิยม ความคิด ความรู้สึกต่อนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การหามาตรการ เพื่อจะปรับท่าทีการกระทำของบุคคลเหล่านั้นให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน

เมื่อก่อนหน้านี้บ้านเมืองของเราเกือบจะไม่มีการทำโพลล์ สะท้อนปัญหาความต้องการของประชาชนเลย ผู้บริหารบ้านเมืองก็อยู่ในส่วนของผู้บริหารไป ประชาชนก็อยู่ในส่วนของประชาชนไป ทำให้เกิดการพัฒนาประเทศไขว้เขว ผิดพลาดไปหลายเรื่องหลายราว (คมกฤช, มติชน 9 พ.ย. 2538)

บ้างก็มีทัศนะไปในทางลบ อาทิ “สงครามโพลล์ ถือเป็นสงครามจิตวิทยา อาจทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเลือกตั้งและหมดศรัทธาต่อพรรคการเมือง เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย” (กมล, มติชน 30 มิ.ย. 2538)

ในสังคมไทย มีระบบความคิดของการเป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ เมื่อผลโพลล์ออกมาก็อาจมีส่วนช่วยชี้นำให้เกิดการเลียนแบบได้ อย่างเมื่อผลโพลล์เลือกตั้งปรากฏว่าใครได้คะแนนนิยมมากก็จะเทคะแนนให้ตามหรือถ้าหากใครเห็นใจคนที่ได้คะแนนน้อยก็จะต้องเทคะแนนให้ เป็นต้น (ผู้จัดการรายวัน มิ.ย. 2539)

ไว จามรมาน อาจารย์ประจำคณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า โพลล์ที่ทำออกมาไม่น่าจะเป็นตัวชี้นำอะไรได้ เพราะการอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารทำให้คนมีความอยากรู้ว่าคนอื่นมีความคิดอย่างไรบ้าง ซึ่งโพลล์เปรียบเหมือนวิถีทางประชาธิปไตยทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยผ่านโพลล์ และเชื่อว่าตอนนี้คนไทยมีการศึกษาสูงขึ้น คงไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ซึ่งผลของการวิจัยหรือโพลล์จึงเป็นเพียงเครื่องมือประกอบการตัดสินใจเท่านั้น (ผู้จัดการรายวัน 1 มิ.ย. 2539)

เมื่อกล่าวในแง่ผลกระทบต่อระบบการเมือง โพลล์จากหลายกลุ่มหลายสถาบัน ซึ่งมักจะมีการแข่งขันกันอยู่ในทีนั้น ได้ช่วยแต่งเติมสีสันทางการเมืองและช่วยเพิ่มกระแสทางการเมืองอันจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง

สำหรับผลข้างเคียงของการสำรวจคะแนนนิยมนั้น มีผู้ให้ข้อสังเกตไว้เพียงว่า นอกจากจะทำให้นักการเมืองที่มีผลการสำรวจไม่สนับสนุนเกิดอาการหงุดหงิดอารมณ์เสียแล้วก็ไม่น่าจะมีผลเสียอื่น ๆ อีก ส่วนข้อสงสัยว่า ผลการสำรวจจะทำให้การลงคะแนนนิยมนั้นมีผู้ให้ข้อสังเกตทำให้การลงคะแนนเสียงเปลี่ยนทิศทางหรือไม่นั้น ยังไม่มีหลักฐานพอจะยืนยันได้ (เฉลิม, มติชน, 13 มิ.ย. 2538)

ในส่วนของทัศนะที่เกี่ยวกับความเหมาะสมของประเด็นการทำโพลล์ สุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ มีความเห็นว่า นักทำโพลล์ทั้งหลายต้องระลึกเสมอว่า การทำโพลล์มิใช่เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพียงเพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของคนทำโพลล์เท่านั้น แต่ควรจะต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่และต้องเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง

นอกจากนี้การทำโพลล์ ในบางเรื่องก็ไม่เหมาะสมและไม่คุ้มกับการสำรวจ เช่น การสอบถามปัญหาที่คน กทม. ต้องการให้แก้ไขมากที่สุด คำตอบที่ได้รับคือ ปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นคำตอบที่เดาไว้ล่วงหน้า ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีคุณค่าถึงกับต้องลงไปศึกษา (สุรศักดิ์, มติชน, 24 ส.ค. 2538)

ในเรื่องของจุดยืนของผู้ทำโพลล์ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดยืนที่เหมาะสมของผู้ทำเป็นเจ้าของโพลล์ โดยเฉพาะการทำโพลล์ทางการเมือง มักจะมีกระแสคลางแคลงเกิดขึ้น เช่น การสำรวจประชามติต่อการทำงานของรัฐบาลและความคิดเห็นเรื่องความเหมาะสมของรัฐมนตรีใน ครม. นายบรรหาร ศิลปอาชา ของสถาบันราชภัฏสวนดุสิต เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2538 ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ใช่เป็นการกระทำตามหลักวิชาการอย่างที่เคยปฏิบัติมาแล้ว หากแต่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (ประจวบ ทองอุไร , สยามรัฐ, 7 พ.ย. 2538)

ในเรื่องกลุ่มคนที่ทำการสำรวจก็มีกระแสวิจารณ์ในกรณีที่มีการสำรวจความคิดเห็นเฉพาะจากคนบางกลุ่ม เช่น การให้ความสำคัญต่อเสียงสะท้อนต่อคนชั้นกลางในเมือง (มากเกินไป) ด้วยเหตุผลที่ว่า ความรู้หรือการศึกษาของคนชั้นนี้น่าที่จะกลั่นกรองอะไรได้ดี การใช้เสียงสะท้อนจากคนในเมืองหรือชนชั้นกลางมาเป็นแรงขับดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลนั่นเอง (เป็นการกระทำที่เหมาะควรหรือไม่) (การใช้เสียงของชนชั้นกลางในเมืองเป็นตัวแทนเสียงสะท้อนของประชาชนส่วนใหญ่จะเหมาะสมหรือไม่) (ถ้าหากว่า) เมื่อผลประโยชน์ของคนในเมืองหรือชนชั้นกลางแตกต่างกับคนกลุ่มใหญ่ในสังคม โพลล์ที่ออกมาจากคนกลุ่มนี้จึงไม่อยู่ในฐานะที่เป็นตัวแทนของเสียงทั้งหมด (วรศักดิ์ 8 พ.ย. 2538)

วิธีการและความน่าเชื่อถือของโพลล์

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการทำโพลล์และความน่าเชื่อถือของโพลล์ที่ออกมา มีอยู่มากมายหลายประเด็น (โดยเฉพาะการสะท้อนความคิดเห็นอย่างถูกต้องและเป็นตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่เพียงใด) นับตั้งแต่เรื่องของสถาบันหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบทำโพลล์

สุขุม เฉลยทรัพย์ แห่งสวนดุสิตโพลล์แสดงความเห็นว่า โพลล์ที่จะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ประการแรก ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของโพลล์เป็นสำคัญเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่จะบอกได้ว่า ทำโพลล์เป็นกลางหรือไม่ ชื่อของคณะจัดทำก็เป็นตัวบ่งบอกได้ในเบื้องต้น หากเป็นโพลล์ที่มีจากพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งโอกาสที่จะเบี่ยงเบนที่หาผู้สมัครของตนมีความเป็นไปได้สูง (ผู้จัดการรายวัน 1 มิ.ย. 2539)

อย่างไรก็ตามในทรรศนะของผู้เขียนเห็นว่าถึงแม้สถาบันหรือหน่วยงานที่ทำโพลล์จะมีส่วนต่อการสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของโพลล์ แต่ทว่าปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่านั้นน่าจะเป็นเรื่องของหลักวิธีการ กระบวนการศึกษา การประมวลวิเคราะห์ผลของการทำโพลล์แต่ละครั้งมากกว่า

สรุป

“โพลล์” ถือเป็นนวัตกรรมหรือสิ่งใหม่ทางสังคมที่เกิดขึ้นและมีพัฒนาการต่อเนื่องกันมาในช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก แต่กระนั้น “โพลล์” ก็มีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นเครื่องมือ “สะท้อน” ความคิดเห็น ความรู้สึก และอารมณ์ของสังคม ที่ได้มาจากการรวบรวมความคิดเห็น ความรู้สึกของปัจเจกบุคคลในสังคม

เพราะฉะนั้นนอกจาก “โพลล์” จะเป็นวิธีการในการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมแล้ว โพลล์ยังเป็นเครื่องมือสำหรับการจรรโลงระบบประชาธิปไตยของสังคมด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อปัญหาที่พึงตระหนักมากที่สุด ก็คือ “ทำอย่างไรกระบวนการทำโพลล์จะสามารถสะท้อนข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เป็นความคิดเห็นหรือความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริง”

แนวทางที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว ในเบื้องต้นนั้น เราจำเป็นจะต้องขจัดปมปัญหาที่สำคัญ 2 ประการด้วยกันคือ

    1. การขจัด “อคติ” ที่เกิดขึ้น ซึ่งได้แก่ ความคิดลำเอียง อันเนื่องจากผลประโยชน์ ความเชื่อ ค่านิยม ฯลฯขององค์กร กลุ่มของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการทำโพลล์ (ทั้งผู้ที่รับผิดชอบจัดทำโพลล์โดยตรง และผู้ที่มีผลประโยชน์ได้เสียที่มีอิทธิพลต่อการจัดทำโพลล์)
    2. การขจัด “ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากระเบียบวิธีการทำโพลล์” ซึ่งได้แก่ ข้อผิดพลาด หรือจุดบกพร่องของระเบียบวิธีการสำรวจ ซึ่งส่งผลทำให้ผลการสำรวจออกมาอย่างไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

การขจัด “ปมปัญหา” ทั้งสองประการนั้น นอกจากจะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ “องค์กรและบุคลากร” ที่ปฏิบัติวิชาชีพการทำโพลล์โดยตรงแล้ว ยังจำเป็นจะต้องอาศัยพลังตรวจสอบ อื่น ๆ ประกอบกันด้วย อาทิเช่น การตรวจสอบทางวิชาการ การตรวจสอบโดยองค์กรที่ทำโพลล์ด้วยกันเอง การตรวจสอบทางสังคมโดยกลุ่มองค์กรอื่น ๆ สื่อมวลชน และที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ พลังการตรวจสอบจากประชาชน ที่จะเป็นเครื่องมือในการควบคุมโพลล์ที่ “อคติ” ลำเอียง และโพลล์ที่ “ผิดพลาดคลาดเคลื่อน” ไม่ให้ดำรงอยู่ในสาระบบที่เป็นที่ยอมรับเชื่อถือในสังคมได้

 

บรรยากาศการนำเสนอผลโพลล์ของ "สำนักวิจัยเอแบคโพลล์"