ความฟุ่มเฟือยของเยาวชนคือ "หายนภัย" ของชาติ ?
เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง
thewin@thaimail.com
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำการสำรวจเรื่อง "ความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของเด็กและวัยรุ่น : กรณีศึกษาประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร" สำรวจระหว่างวันที่ 22 - 30 กันยายน 2546 จากกลุ่มประชาชนอายุ 15-60 ปีจำนวน 1,255 ตัวอย่าง
สังคมตระหนกเยาวชนไทยฟุ่มเฟือย
การสำรวจดังกล่าวพบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 91.9 มีความเห็นตรงกันว่าปัจจุบันเยาวชนมีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยที่ "ฟุ่มเฟือย" (มีเพียงร้อยละ 4.1 เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ฟุ่มเฟือย และร้อยละ 4.0 ไม่มีความเห็น) โดยสินค้าที่ประชาชนเห็นว่าเยาวชนมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากที่สุดอันดับที่หนึ่งคือ โทรศัพท์มือถือ / อุปกรณ์สื่อสาร เสื้อผ้าจากดีไซน์เนอร์ / เสื้อผ้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ เครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม ลิปสติค แป้ง เครื่องประดับ เช่น สร้อย แหวน ต่างหู นาฬิกา และเกมหรือซอฟท์แวร์ด้านบันเทิงบนคอมพิวเตอร์
นร./นศ. นิยมใช้ของนอก-เที่ยวเตร่เฮฮา
การสำรวจครั้งนี้สอดคล้องกับผลการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึง 15 มกราคม 2546 จากกลุ่มนักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงระดับปริญญาตรีในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 2,681 ตัวอย่าง ซึ่งพบว่ามีนักเรียนนักศึกษาถึงร้อยละ 76.4 ที่นิยมซื้อหรือใช้สินค้าต่างประเทศ (เช่น เสื้อผ้า นาฬิกา รองเท้า เครื่องสำอาง น้ำหอม กระเป๋า ฯลฯ) มีเพียงร้อยละ 23.6 ที่ไม่นิยม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่การชอบใช้สินค้าประเภทที่ฟุ่มเฟือย (เกินความจำเป็น)เท่านั้น วัยรุ่นปัจจุบันยังมีค่านิยมในการเลือกใช้สินค้าจากแหล่งผลิตที่มีต้นทุนที่แพง (เช่นต่างประเทศ) อีกด้วย
จากการสำรวจเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 ถึง 15 มกราคม 2546 ครั้งนั้นยังพบว่าในรอบ 3 เดือนนักเรียนนักศึกษามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการใช้จ่ายที่เป็นที่นิยมได้แก่ ร้อยละ 98.5 ไปชอปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า ร้อยละ 93.6 ไปชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ ร้อยละ 94.5 ไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ร้อยละ 56.9 ไปดูการแสดงดนตรี/คอนเสิร์ต และร้อยละ 35.2 ไปเที่ยวสถานบันเทิงกลางคืน (เช่น ผับ ดิสโก้ คาราโอเกะ)
วงจรชีวิตเสื่อมถอย
การสำรวจครั้งนั้น ยังว่าในรอบ 3 เดือนนักเรียนนักศึกษามีการกระทำที่กระทบ/เสื่อมถอยต่อคุณภาพชีวิตของตนเองต่าง ๆ ได้แก่ ร้อยละ 57.0 มีการหนีเรียน/ขาดเรียน ร้อยละ 45.3 มีการดื่มแอลกอฮอล์(เช่นเหล้า เบียร์ ไวน์) ร้อยละ 36.0 บริโภคสื่อข่าวสารที่กระตุ้นเรื่องเพศ (เช่น หนังสือ อินเตอร์เน็ต ภาพยนตร์) ร้อยละ 27.7 เล่นการพนัน ร้อยละ 27.0 มีการทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 17.3 มีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 7.3 มีการลักขโมย และร้อยละ 4.5 มีการใช้ยาเสพติด (ไม่นับรวมเหล้า เบียร์ ไวน์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่)
83 % มีปัญหาจิตใจ
นอกจากนี้ยังพบปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตใจของนักเรียนนักศึกษาที่น่าเป็นห่วงคือร้อยละ 83.0 มีปัญหาเรื่องความรู้สึกเครียด/กลุ้มใจ (มีเพียงร้อยละ 17.0 เท่านั้นที่ไม่รู้สึกเครียด/กลุ้มใจ) โดยเรื่องที่ทำให้เครียดหรือกลุ้มใจ เรียงตามลำดับได้แก่ ปัญหาด้านการเรียน/การศึกษา ปัญหาด้านการเงิน ปัญหาครอบครัว ปัญหาเรื่องเพื่อน ปัญหาด้านสุขภาพส่วนตัว และปัญหาเรื่องแฟนหรือคู่รัก เพราะฉะนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า ปัจจุบันวัยรุ่นกำลังมีปัญหาสุขภาพจิต (เรื่องความเครียด) ในระดับสูงอย่างน่าเป็นห่วง
ความฟุ่มเฟือยส่งผลทำให้ชีวิตเสื่อมถอย
ผู้เขียนมีความเห็นว่า "ความฟุ่มเฟือย" น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง(ทั้งในเชิงสาเหตุและผล) ของปัญหาการใช้ชีวิตเสื่อมถอยของเยาวชน ยกตัวอย่างเช่น การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อบริโภคแอลกอฮอล์ บุหรี่ เป็นการใช้จ่ายที่ทำลายสุขภาพร่างกายโดยตรง การไม่สนใจการเรียน/การหนีเรียน/ขาดเรียนของวัยรุ่นทำให้มีเวลาว่างไปเที่ยวเตร่จับจ่ายใช้สอย การสังสรรค์บันเทิงอย่างฟุ่มเฟือย นอกจากนี้นิสัยการใช้จ่ายเกินตัวชอบใช้ของแพงทำให้มีความต้องการหาเงินจำนวนมากทำให้บางคนคิดหาเงินด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต เช่นการเล่นการพนัน การลักขโมย การขายบริการทางเพศ เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย เป็นต้น
เพราะฉะนั้นอาจจกล่าวได้ว่า "การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย" มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความเสื่อมถอยในคุณภาพชีวิตของเยาวชน
นอกจากนี้ "พฤติกรรมฟุ่มเฟือย" น่าจะมีผลกระทบเชื่อมโยงไปถึง ปัญหาสุขภาพจิต (เรื่องความเครียดของวัยรุ่น)ด้วย ดังเช่นการสำรวจของเอแบคโพลล์ที่ผ่านมาพบว่าสาเหตุสำคัญของความเครียดอันดับที่สอง (รองจากเรื่องการเรียน) คือเรื่องปัญหาเรื่องการเงิน ซึ่งเชื่อว่าปัญหาการเงินบางอย่าง อาจจะมีสาเหตุจากความฟุ่มเฟือยด้วย เช่น จากการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยทำให้ไม่มีเงินเพียงพอในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ความต้องการบริโภคสินค้า/การบริการที่ฟุ่มเฟือยที่เกินกว่ากำลังซื้อของตนเองอาจทำให้เกิดความเครียดได้ และความต้องการบริโภคตามกลุ่มเพื่อนที่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยซึ่งตนเองไม่มีกำลังทางการเงินพอก็อาจทำให้เกิดความเครียดได้ เป็นต้น
ในขณะเดียวกันความเครียดยังเป็นสาเหตุนำไปสู่ความฟุ่มเฟือยได้ด้วย เช่น ความเครียดจากการเรียน /พ่อแม่/เพื่อน/คนรัก ทำให้วัยรุ่นหนีเรียน เที่ยวเตร่ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อระบายหรือชดเชยต่ออารมณ์เครียดที่ตนเองมีอยู่ เป็นต้น
ดังนั้นอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า "พฤติกรรมฟุ่มเฟือย" มีโอกาสสร้างปัญหาแก่สุขภาพทางจิตของวัยรุ่นได้
สื่อโฆษณากระตุ้นการบริโภคเกินควร
สำหรับปัจจัยอย่างหนึ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นการใช้จ่ายใช้สอยของเยาวชนคือสื่อและการโฆษณา ซึ่งจากการสำรวจของเอแบคโพลล์ครั้งนี้ (22 - 30 กันยายน 2546) ประชาชนตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีส่วนกระตุ้นการบริโภคของเยาวชนมากที่สุด (ร้อยละ 30.1) รองลงมาคือ อินเตอร์เน็ต (ร้อยละ 20.3) ภาพยนตร์ / หนังต่างประเทศ (ร้อยละ 14.7) และนิตยสาร/วารสาร (ร้อยละ 13.0) ตามลำดับ
โดยประเภทรายการโทรทัศน์ที่มีส่วนกระตุ้นต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยและพฤติกรรมการบริโภคของเด็กและวัยรุ่น ประชาชนเห็นว่าโฆษณามีผลมากที่สุด (ร้อยละ 26.0) รองลงมาคือ ละครทีวี (ร้อยละ 17.4) รายการที่เกี่ยวกับเด็กและวัยรุ่น (ร้อยละ 13.9) รายการเพลง (ร้อยละ 13.1) และเกมโชว์ (ร้อยละ 9.6) ตามลำดับ
ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของสื่อโทรทัศน์ที่มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของเยาวชนอย่างชัดเจนก็คือในการวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มตัวอย่างในครอบครัวที่มีเยาวชน (อายุต่ำกว่า 18 ปี)นั้นพบว่ามีถึงร้อยละ 71.0 ที่เด็กหรือวัยรุ่นในบ้านเหล่านั้นมีการร้องขอให้ซื้อสินค้าตามโฆษณาหรือรายการทางโทรทัศน์ (มีเพียงร้อยละ 29.0 ที่ไม่ได้ร้องขอ) ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลสำคัญของสื่อโทรทัศน์ที่มีผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของเยาวชน
ระวังค่านิยมฟุ่มเฟือยจะเป็นเชื้อร้ายทำลายสังคม
ผลสำรวจพบว่ามีประชาชนตัวอย่างถึงร้อยละ 74.3 เห็นว่าการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของเด็กและวัยรุ่นจะกลายเป็น "ปัญหา" ต่อครอบครัวและสังคมไทย มีเพียงร้อยละ 8.8 เท่านั้นที่เห็นว่าไม่เป็นปัญหา (อีกร้อยละ 16.9 ไม่มีความเห็น)
ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วงว่า "ปัญหาความฟุ่มเฟือย" ของเยาวชนในปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่มีโอกาสนำไปสู่ "หายนะภัยทางเศรษฐกิจและสังคม" ในอนาคตได้ ถึงแม้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์บางสำนักจะเห็นว่าการการกระตุ้นการบริโภค (จำนวนมาก) เป็นเครื่องมือในการสร้างความเติบโตมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเชื่อว่าความเจริญมั่งคั่งที่ใช้ "ความฟุ่มเฟือยทางการบริโภค"เป็นเครื่องมือนั้น จะต้องควบคู่ไปการพัฒนาประสิทธิภาพ(ในการทำงาน)ของปัจเจกบุคคลด้วย นั่นคือการที่จะทำให้ผู้คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อสร้างความมั่งคั่งได้นั้น บุคคลจะต้องทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้มีรายได้ไปใช้จ่ายจำนวนมากได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ผลผลิต(จากการทำงาน)มีมากขึ้น
ดังนั้นทิศทางที่ควรจะเป็นหากจะส่งเสริม "การบริโภคของเยาวชน" เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาวได้นั้น จะต้องส่งเสริมการพัฒนาผลิตภาพที่สูงของเยาวชนด้วย เช่น หากเยาวชนจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เยาวชนจะต้องทุ่มเทให้กับการเรียน มีความขยันขันแข็งในการทำงานพร้อมกันไปด้วย
แต่สำหรับสถานการณ์ของเยาวชนไทยนั้นกำลังเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือความฟุ่มเฟือยของเยาวชนไทยเกิดขึ้นพร้อมกันกับพฤติกรรมเสื่อมถอยในการใช้ชีวิต ความตกต่ำทางจิตใจ และการยึดติดกับค่านิยมบริโภควัตถุอย่างขาดความรับผิดชอบ
ดังนั้นแทนที่เยาวชนไทยจะมีค่านิยมที่ "ตั้งใจทุ่มเททำงานหนัก" เพื่อให้มีกำลังซื้อมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่กลับกลายเป็นว่าเยาวชนกำลังมีความคิดที่จะทำทุกอย่าง (รวมทั้งการกระทำผิดศีลธรรมเช่น การคดโกง การเล่นพนัน การขายบริการทางเพศ) เพื่อให้มีเงินจำนวนมากมาใช้จ่าย ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงว่าการส่งเสริมความฟุ่มเฟือยของเยาวชนที่เป็นอยู่ กำลังเป็นการเพาะเชื้อความเลวร้ายในสังคมให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
ดังนั้น ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมต่าง ๆ อาทิ การขาดวินัยทางการเงิน การแข่งขันอย่างขาดความรับผิดชอบ การทุจริตทางธุรกิจ การคอรัปชั่น ฯลฯ ก็คงจะเติบโตเรื้อรังมากยิ่งขึ้นหากยังคงปล่อยให้มีความฟุ่มเฟือยของเยาวชนแพร่ระบาดอย่างที่เป็นอยู่นี้
ดูบทความอื่น