กระแสนิยมวัยรุ่นยุคดิจิตอล : นักเรียนหญิงมีเซ็กซ์เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว
เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง
ในโอกาสที่เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก ซึ่งประเมินว่าเป็นช่วงเวลาที่จะมีการแสดงกิจกรรมแห่งความรักกันมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่กับช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ จึงใคร่ถือโอกาสนี้หยิบยกผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวนตัวอย่าง 1,856 รายในช่วงวันที่ 30 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์ 2547 โดยสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาวิเคราะห์นำเสนอในประเด็นสำคัญดังนี้
นักเรียนเมืองกรุง 1 ใน 4 มีเซ็กซ์
จากการสำรวจประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนม.ปลาย/ปวช.พบว่า ร้อยละ 27.2 เคยมีเพศสัมพันธ์ (ในจำนวนนี้ร้อยละ 23.3 เคยมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ร้อยละ 3.0 เคยมีกับเพศเดียวกัน และร้อยละ 0.9 เคยมีทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน) ร้อยละ 72.8 ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจเมื่อปี 2545 (จากการสำรวจของเอแบคโพลล์ ร่วมกับส.ส.ส. ที่ผ่านมาเรื่อง "ความคิดเห็นและพฤติกรรมทางเพศของนักเรียน : กรณีศึกษาเปรียบเทียบในมุมมองของนักเรียน พ่อแม่ และครู
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม - 8 พฤศจิกายน 2545) พบว่าแนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนมีอัตราที่ "สูงขึ้น" โดยในปี 2545 นักเรียนที่มีเพศสัมพันธ์มีร้อยละ 19.7 ในขณะที่ปีนี้ (2547) มีนักเรียนที่มีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 27.2 กล่าวได้ว่าจำนวนนักเรียนม.ปลาย/ปวช. ที่เคยมีเพศสัมพันธ์จาก 1 ใน 5 คน ในปี 2545 เพิ่มเป็น 1ใน 4 คน ในปี 2547โดยภาพรวมนักเรียน (ที่เคยมีเพศสัมพันธ์) มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก อายุเฉลี่ย 16 ปี (ต่ำสุด 9 ปี สูงสุด 19 ปี) นักเรียนชาย มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก อายุเฉลี่ย 15 ปี (ต่ำสุด 9 ปี สูงสุด 19 ปี) นักเรียนหญิง มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก อายุเฉลี่ย 16 ปี (ต่ำสุด 10 ปี สูงสุด 19 ปี)
นักเรียนหญิงลองรักเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว
พฤติกรรมทางเพศระหว่างนักเรียนหญิงกับนักเรียนชายมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ แนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนชายมีอัตราที่ "ใกล้เคียงเดิม" ในขณะที่กลุ่มนักเรียนหญิงมีอัตราการมีเพศสัมพันธ์ "สูงมากขึ้น" โดยพบว่า
"เรียกได้ว่า นักเรียนหญิงมีเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 2 เท่าตัว"
ม.ปลายไล่ควบทำแต้มแข่งกับเด็กปวช.
"เป็นที่น่าสังเกตว่า นักเรียนสายสามัญมีเพศสัมพันธ์ในอัตราเพิ่มที่สูงมากกว่านักเรียนสายอาชีพ โดยนักเรียนกลุ่มนี้มีเพศสัมพันธ์สูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว"
นิยมทดลองกันเอง
การมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนครั้งแรกส่วนใหญ่ (ร้อยละ 78.6) เกิดจากความเต็มใจ และนิยมมีเพศสัมพันธ์กันเองมากขึ้น โดยพบว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของนักเรียนส่วนใหญ่จะมีกับแฟน/คนรัก เพื่อน หรือคนรู้จัก ไม่ใช่กับ "ผู้ที่ขายบริการทางเพศ"
เมินถุงยางอนามัย
พฤติกรรมทางเพศของนักเรียนอยู่ในภาวะที่เสี่ยง กล่าวคือ ในบรรดานักเรียนที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีเพียงร้อยละ 19.0 ที่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ซึ่งมีถึงร้อยละ 81.0 ที่ไม่ใช้หรือใช้เป็นบางครั้ง ดังนั้นนักเรียนที่มีเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศ การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และโรคเอดส์ ทั้งนี้โดยเด็กนักเรียนในสายอาชีพมีความเสี่ยง สูงกว่า นักเรียนในสายสามัญ
แอบหลบ ไม่ให้พ่อแม่รู้
การมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนอยู่ในสภาพที่ "ปิดบังจากสายตาของพ่อแม่" โดยส่วนใหญ่พ่อแม่จะไม่รับทราบว่าลูกของตนเองไปมีเพศสัมพันธ์ นักเรียนที่เคยมีเพศสัมพันธ์มีเพียงร้อยละ 34.9 ที่พ่อแม่รับทราบ ในขณะที่มีถึงร้อยละ 49.2 ที่พ่อแม่ไม่รับทราบ และร้อยละ 15.9 ไม่แน่ใจ นอกจากนี้ยังพบว่าแนวโน้มนักเรียนหญิงจะแอบมีเพศสัมพันธ์โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ในสัดส่วนที่สูงกว่านักเรียนชาย
ถึงจะยังไม่เคยแต่ก็เฝ้าคิด "จะลอง"
กล่าวได้ว่านักเรียนมีความคิดเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ "ค่อนข้างเสรี" ดังจะพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องที่ "น่ากลัว" และส่วนใหญ่ "ไม่ได้มีความรู้สึกตำหนิ" ต่อกลุ่มนักเรียนระดับม.ปลาย/ปวช.ที่มีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งแตกต่างจากความคิดของพ่อแม่และครูอย่างสิ้นเชิง (เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจพ่อแม่และครูในปี 2545)
มีนักเรียนจำนวนมากพยายามเสาะแสวงหาความรู้และสื่อทางเพศจากสื่อ / แหล่งต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดจาเรื่องเพศในกลุ่มเพื่อน การดูวิดีโอ/วีซีดีโป๊ หนังสือพิมพ์/วารสาร และการดูเว็บโป๊ทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบอีกว่ามีนักเรียนชายถึงร้อยละ 63.0 และนักเรียนหญิงร้อยละ 20.9 ของนักเรียนในระดับม.ปลาย/ปวช.ที่เคยคิดจะมีเพศสัมพันธ์
ซึ่งนักเรียนหญิงมีความคิดที่จะมีเพศสัมพันธ์สูงขึ้น โดยในปี 2545 นักเรียนหญิงร้อยละ 15.1 มีความคิดที่จะมีเพศสัมพันธ์ (ปีนี้เพิ่มเป็นร้อยละ 20.9)
จ้องโอกาสวันวาเลนไทน์
นักเรียนม.ปลาย / ปวช. ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะไปกับแฟนหรือคนรักในวันวาเลนไทน์ ทั้งนี้โดยกิจกรรมที่ตั้งใจจะทำในวันวาเลนไทน์ ได้แก่ ร่วมงานวาเลนไทน์ที่จัดตามห้าง (ร้อยละ 44.1) ไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยว / ต่างจังหวัด (ร้อยละ 28.0) อยู่ตามลำพังกับคนรักในค่ำคืน (ร้อยละ 26.8) และสังสรรค์กับครอบครัว (ร้อยละ 24.9)
ขณะที่มีถึงร้อยละ 17.3 ระบุว่าตั้งใจที่จะมีเพศสัมพันธ์ในวันแห่งความรัก
ต้องเร่งปรับความเข้าใจเรื่องค่านิยมทางเพศ
ส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่าหลายฝ่ายจะต้องช่วยกันปรับความคิดและพฤติกรรมทางเพศของเยาวชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความคิดความต้องการของเยาวชนให้มากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเยาวชนมีความคิดบางอย่างที่ไม่ชัดเจนหรือลงตัวเหมาะสม
ทั้งนี้เยาวชนชายและหญิงมีความคาดหวังในเชิงเพศสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน อาทิจาการสำรวจพบว่านักเรียนหญิงมีความต้องการแต่งงานกับคู่รักที่ตนเองมีเพศสัมพันธ์ด้วยในขณะที่นักเรียนชายไม่ต้องการแต่งงาน
นอกจากนี้ยังมีความ "ห่างเหินของความรู้สึก" ค่อนข้างมากระหว่างลูกกับพ่อแม่ ในประเด็นเรื่อง "เพศสัมพันธ์ของเยาวชน" ซึ่งนอกเหนือจากการปิดบังต่อพ่อแม่เรื่องเพศสัมพันธ์ของนักเรียนที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว นักเรียนทั้งหมดมีความตั้งใจว่า ถ้าหากเขาคิดจะมีเพศสัมพันธ์ขึ้นมาครั้งแรกนั้นอันดับแรกคือ ปรึกษาเพื่อนสนิท อันดับที่สอง ไม่ปรึกษาใคร (ตัดสินใจด้วยตนเอง) และอันดับที่สามปรึกษาพ่อหรือแม่ ในขณะที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกปรึกษาพ่อแม่เป็นอันดับมากที่สุด ดังนั้นจึงควรพิจารณาว่า "ทำอย่างไร" จึงจะมีจุดประสานที่ลงตัวระหว่างพ่อแม่และลูกที่จะตอบสนองต่อความต้องการของทั้งสองฝ่ายในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องเพศให้ได้
นอกจากนี้ เรื่องที่ควรต้องเร่งให้ความช่วยเหลือและเฝ้าระมัดระวังวังอีกอย่างคือ "การมีเพศสัมพันธ์แบบบีบบังคับ"
เนื่องจากผลสำรวจพบว่านักเรียนหญิง(ที่เคยมีเพศสัมพันธ์) กว่าร้อยละ 19.6 เคยถูกบีบบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม
ดูบทความอื่น ๆ