ชาวบ้านอยู่ข้าง
สนธิ
เพราะโดนรังแก
แต่ยังไม่ถึงขั้น
ทวงคืนประเทศไทย
thewin@thai.com
ความขัดแย้งกรณีคุณสนธิ ลิ้มทองกุล
ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกมาเคลื่อนไหวโจมตีพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้
ผู้เขียนใคร่เสนอมุมมองที่สะท้อนความคิดเห็นของประชาชนดังต่อไปนี้
คนกรุง 1 ใน 3 ติดตามผลงานสนธิ
บทบาทของคุณสนธิในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง
ถึงแม้จะมีสถานะที่เป็นรองเมื่อเปรียบเทียบกับนายกฯ ทักษิณในฐานะผู้นำประเทศ (
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิอำนาจหรือในแง่การเป็นตัวแทนประชาชน)
แต่ด้วยบทบาทของนักคิดนักวิเคราะห์ที่นำเสนอข่าวสารต่อสาธารณะ
รวมถึงการเป็นผู้จัดรายการวิเคราะห์ข่าว เมืองไทยรายสัปดาห์
ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง
9 (อ.ส.ม.ท.)
ทำให้มีคนรู้จักคุณสนธิเป็นจำนวนมาก
เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร(กทม.)จากการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเมื่อวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2548
จำนวน 1,282
ตัวอย่าง พบว่าคนกทม.อายุ 18 ปีขึ้นไป ร้อยละ 30.3 ติดตามดูรายการนี้ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.
ผู้ชม
เชื่อถือสนธิ
การนำเสนอข่าวสารในรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์
นั้นผู้ชมส่วนใหญ่ร้อยละ 79.7
เห็นว่ารายการนี้มีประโยชน์ มีเพียงร้อยละ 4.4 เท่านั้นที่ระบุว่าไม่มีประโยชน์ ในขณะที่ร้อยละ 15.9
ไม่มีความเห็น
คนที่ดูรายการมีถึงร้อยละ 68.7
ระบุว่าชอบรายการนี้ โดยให้เหตุผลว่าทำให้ได้ความรู้/มีสาระ/น่าสนใจ มีการวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา/กล้าพูด มีการนำเสนอข้อมูลที่เจาะลึกตรงประเด็น
เป็นต้น ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 8.3
ที่ไม่ชอบ
โดยให้เหตุผลว่าพูดแรงเกินไป/วิจารณ์แรงเกินไป ชอบเอาเบื้องสูงมาเล่น
และให้ความคิดเห็นที่ไม่ดี/เสนอข่าวไม่สร้างสรรค์ เป็นต้น ส่วนอีกร้อยละ 23.0
ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ยังพบว่าร้อยละ 56.0
ของผู้ชมให้ความเชื่อถือในตัว
คุณสนธิ
ลิ้มทองกุล (ผู้จัดรายการ) มีเพียงร้อยละ 8.4 ที่เห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่วนร้อยละ 35.6
ไม่มีความเห็น
ค้านปลด เมืองไทยรายสัปดาห์
เมื่อสอบถามกลุ่มผู้ชมต่อการปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของสถานีโทรทัศน์ช่อง
9 นั้น
ร้อยละ 12.4 เห็นด้วยต่อการปลดครั้งนี้
ร้อยละ 61.1 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 26.5 ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มคนที่เคยชมรายการนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.9 มีความสนใจที่จะติดตามชมรายการนี้ต่อไป ร้อยละ 14.9 ไม่สนใจ และร้อยละ 18.2
ไม่มีความเห็น
ผู้มีอำนาจไม่ควรประมาท
จากผลสำรวจของเอแบคโพลล์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่สนใจติดตามข่าวสารจากคุณสนธิ
เพราะเห็นว่าคุณสนธินำเสนอข้อมูลและความคิดที่มีสาระมีประโยชน์ คนเหล่านี้มีความชื่นชอบเชื่อถือในตัวคุณสนธิ นั่นจึงเป็นคำตอบได้ว่าทำไมจึงมีกองเชียร์จำนวนมากออกมาสนับสนุนคนสนธิในวันนี้
คนที่มาชุมนุมเป็นประจำที่สวนลุมพินีในวันศุกร์ที่มีการจัดรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร
แต่ละครั้ง
เป็นแต่เพียงกองเชียร์ ส่วนหนึ่ง เท่านั้น
เชื่อว่ายังมีกองเชียร์อีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้ออกมาร่วมแสดงพลัง
คนส่วนนี้มีจำนวนมากพอที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางการเมืองได้อย่างที่ผู้มีอำนาจ
ประมาทไม่ได้
เหตุจุดกระแสพลังมวลชน
เมื่อมีการจัดรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร
(หลังจากถูกปลดออกจากช่อง 9) ผู้คนที่เป็นแฟนคลับรายการก็เลยมารวมตัวกันพร้อมกับตั้งปุจฉาว่าทำไมรายการนี้จึงถูกปลด
เมื่อไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
ประกอบกับทางผู้จัดรายการชี้ให้เห็นว่ารายการถูกปลดเพราะนำเสนอข่าวสารและความคิดเห็นที่ไปกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ
ซึ่งข้อโจมตีพุ่งเป้าเข้าหาผู้นำรัฐบาลโดยตรง เลยทำให้ผู้คนเชื่อว่ารัฐบาลกำลังปิดกั้นข่าวสาร
คุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
โดยเฉพาะเมื่อผู้จัดรายการได้หยิบเอาเบื้องหลังเรื่องไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับผู้มีอำนาจออกมาตีแผ่ ยิ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมภายนอกมากขึ้น
โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมากจากผลสำรวจ 5
อันดับแรกคือ เบื้องหลังความไม่สงบใน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อภิมหาโกงโครงการสุวรรณภูมิ การคอรัปชั่นของคนใกล้ชิดรัฐบาล เส้นสายอำนาจเครือญาติชินวัตร
และแปรรูปรัฐวิสาหกิจใครได้ประโยชน์ (ร้อยละ 24.6)
ตามลำดับ ฯลฯ
ซึ่งเรื่องเหล่านี้หาดูชมที่ใดได้ยาก
เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้คำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ในสายตาผู้ชมเหล่านี้
ประกอบกับการที่นายกรัฐมนตรีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนับพันล้านบาทจากคุณสนธิ
เกิดกรณีที่นักการเมือง
และผู้มีอำนาจรัฐออกมาโจมตี ฟ้องร้อง ข่มขู่คุณสนธิ มีความพยายามปิดกั้นการออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางสถานีวิทยุ และเคเบิลทีวีท้องถิ่น รวมไปถึงข่าวความพยายามปิดเว็บไซต์ผู้จัดการ ทำให้แฟนคลับเห็นว่าคุณสนธิกำลังถูก รังแก และตอกย้ำความเชื่อในเรื่องที่คุณสนธิเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของผู้นำประเทศให้เห็นเป็นจริงยิ่งขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายคนจึงมองว่ากระแสมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้
ไม่ใช่เกิดจากการปลุกปั่นจากคุณสนธิเพียงฝ่ายเดียว
แต่ในทางกลับกันทางฝ่ายผู้นำรัฐบาลและพลพรรคทั้งหลายก็ได้มีส่วนสร้างเงื่อนไขบีบคั้นให้มวลชนออกมาร่วมขบวนการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ด้วย
ประเมินขุมกำลังกองหนุน
มีคำถามว่าพลังมวลชนที่สนับสนุนคุณสนธิจะเคลื่อนไหวกันอย่างไร จะมีคนออกมาร่วมแสดงพลังกันมากแค่ไหน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่ควรจะมองเฉพาะคนที่ออกมารวมตัวในเวทีกลางแจ้งที่เห็นกันในแต่ละครั้งเท่านั้น
แต่ควรจะประเมินถึงความคิดของกลุ่มคนที่มีความเห็นต่อเรื่องนี้โดยรวมประกอบกันด้วย
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแบบคร่าว
ๆ คนกทม.อายุ 18
ปีขึ้นไปที่ติดตามผลงานคุณสนธิมีประมาณร้อยละ
30 ซึ่งน่าจะมีคนกทม.ที่สนับสนุน(เชื่อถือ)คุณสนธิจริง ๆ
ประมาณร้อยละ 17
ดังนั้นหากสมมุติฐานมีว่า 1)
คุณสนธิใช้พลังความสามารถระดมคนที่สนับสนุนตนเองอย่างเต็มที่ 2)
คนกทม.ที่มีอายุ 17-80
ปีที่สนับสนุนคุณสนธิทุกคนได้ออกมาแสดงพลังกันอย่างพร้อมหน้า ณ
วันนี้จะมีคนกทม.มาร่วมเคลื่อนไหวกับคุณสนธิเป็นจำนวนประมาณ 637,000 คน
นั่นเป็นศักยภาพของมวลชนที่เป็นกองหนุนคุณสนธิล้วน ๆ (ยังไม่รวมกองหนุนของแนวร่วมอื่น
ๆ)
สนธิยังไม่มีสิทธิ ทวงคืนประเทศไทย
ต้องยอมรับว่าคนจำนวน
6 แสนกว่าราย
ถือเป็นจำนวนไม่น้อยที่สามารถก่อให้เกิดผลกระทบทางการเมืองได้ แต่ถ้าจะสรุปว่าคนกลุ่มนี้เป็นตัวแทนเสียงของคนกทม.ส่วนใหญ่หรือไม่คำตอบคือ ไม่ใช่
ข้อเรียกร้องอย่างหนึ่งที่คุณสนธินำเสนอคือการ
ทวงคืนประเทศไทย
หรือการทวงอำนาจคืนมาจากรัฐบาล
คำถามก็คือว่าข้อเรียกร้องนี้สอดคล้องกับความต้องการของคนกทม.ส่วนใหญ่หรือไม่ คำตอบเวลานี้คือ ยังไม่ใช่
แม้ว่ากทม.จะเป็นพื้นที่เปราะบางในเรื่องคะแนนนิยมต่อรัฐบาล
แต่จากผลสำรวจของเอแบคโพลล์ในครั้งเดียวกันพบว่า มีคนกทม.ร้อยละ 39.9
ที่สนับสนุนให้รัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารประเทศต่อ
โดยให้เหตุผลว่าพ.ต.ท.ดร.ทักษิณสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้
เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่ผ่านมามีการบริหารงานได้ดีกว่า
นอกจากนี้ผลงานที่ทำมามีความเด่นชัด ตลอดจนการมีความรู้/ความสามารถในการบริหารประเทศได้ ในขณะที่ร้อยละ 20.4
ไม่สนับสนุนให้บริหารประเทศต่อโดยให้เหตุผลสำคัญคือ
ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะปัญหา 3
จังหวัดชายภาคใต้
ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น อยากได้คนรุ่นใหม่มาบริหารประเทศ ตามลำดับ และร้อยละ 39.7
ไม่มีความเห็น
นั่นแสดงให้เห็นว่าคนกทม.ที่สนับสนุนรัฐบาลมีมากกว่าคนที่ไม่สนับสนุน
ในขณะเดียวกันก็มีคนอีกจำนวนมากที่ยังลังเลไม่แน่ใจหรือไม่แสดงออก (ไม่มีความเห็น)
ดังนั้นโดยทัศนะของผู้เขียนเห็นว่าวันนี้คุณสนธิยังมีความชอบธรรมไม่มากพอสำหรับการ
ทวงคืนประเทศไทย
ในฐานะตัวแทนของคนกทม.
นอกจากนี้คุณสนธิยังไม่สมารถอธิบายให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจได้ว่าจะทวงอำนาจโดยวิธีใด
จะมอบอำนาจนั้นให้ใคร จะจัดการอย่างไรต่อไป
และอะไรคือหลักประกันในการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินจากมุมมองของประชาชน
อาจจะกล่าวได้ว่าพลังมวลชนของคุณสนธิที่ออกมาเคลื่อนไหวมีสิทธิโดยชอบธรรมหากจะปกป้องสิทธิในการแสดงความคิดของคุณสนธิ
มีสิทธิที่จะคัดค้านการปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารข้อมูลทุกรูปแบบ
มีสิทธิในการเรียกร้องเสรีภาพของสื่อมวลชน
รวมถึงมีสิทธิที่จะยับยั้งการใช้อำนาจบังคับกดดัน(ไม่ว่าจะเป็นอำนาจตามกฎหมายหรืออำนาจนอกกฎหมาย)เพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น
เพราะข้อเรียกร้องเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนทั่วไป
ทางออกของรัฐบาล
มองในด้านรัฐบาล
อาจจะมีทางเลือกในการจัดการกับกระแสความเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มนี้อย่างน้อย 3
แนวทางคือ 1) ยินยอมโดยดุษฎีเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มที่เรียกร้อง
ซึ่งอาจรวมไปถึงการก้าวถอยลงจากอำนาจ 2)
ต่อสู้อย่างแข็งขันโดยใช้อำนาจตามกฎหมายและนอกกฎหมายจัดการควบคุมกลุ่มมวลชนที่เคลื่อนไหวให้ได้ 3) การผสมผสานเพื่อหาจุดสมดุลย์
ซึ่งการเลือกแต่ละทางอาจจะมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน
ในทัศนะของผู้เขียนมองว่าถ้าเลือกทางแรกโอกาสเป็นไปได้ที่แย่ที่สุดอาจนำไปสู่ความไร้ระเบียบทางการเมือง
ทางเลือกที่สองโอกาสที่แย่ที่สุดจะกลายเป็นการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรง
ส่วนทางเลือกที่สามถ้าทำได้น่าจะดีที่สุดเพียงแต่ทุกฝ่ายอาจจะต้องยอมถอยกันบ้าง
การจัดการปัญหาแบบผสมผสานเพื่อหาจุดสมดุลย์จะต้องอาศัย
ความกล้าหาญและเสียสละ
ของผู้นำรัฐบาลเป็นสำคัญ กล่าวคือผู้นำจะต้องกล้าที่จะเข้าไปเป็นแนวร่วมกับมวลชนที่เคลื่อนไหว
เพื่อรักษาสถานะตัวแทนประชาชน(ที่ไม่ควรเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องของประชาชน)
ทั้งนี้เพื่อผลักดันปัญหาข้อเรียกร้องในประเด็นที่ชอบธรรมให้บรรลุผลที่ต้องการ(แต่ไม่ได้หมายความว่ายอมทำตามข้อเรียกร้องทุกประเด็น)
แต่การจะทำอย่างนี้นายก ฯ ทักษิณ
จะต้องทำการบ้านอย่างหนัก ต้องใช้ความกล้า
และความเสียสละมากเพื่อทำให้ตนเองเป็นที่ยอมรับของผู้เรียกร้อง(ที่กำลังกร่นด่าตนเอง)ให้ได้
จะต้องลดปัจจัยที่เป็นแรงบีบคั้นให้มวลชนลุกขึ้นมารวมตัวตามท้องถนนลงเช่น
การเลิกคุกคามข่มขู่แก่ผู้นำมวลชน(คุณสนธิ)
การเลิกปิดกั้นการรับรู้ข่าวสาร
(โดยยอมแลกกับความเจ็บตัวที่ผู้นำจะต้องถูกเปิดโปงวิพากษ์วิจารณ์) ยอมลดเลิกการกระทำที่เป็นเงื่อนปมให้กลุ่มผู้เคลื่อนไหวหยิบมาเป็นข้ออ้างโจมตี(โดยเฉพาะเงื่อนปมสำคัญเช่นการลดเลิกแทรกแซงองค์กรอิสระ
ขจัดการทุจริตไม่โปร่งใส
การจัดวางตำแหน่งในรัฐบาลและกลไกรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่เพื่อปกป้องฐานอำนาจตนเอง
ฯลฯ) การปวารณาตนที่จะวางรากฐานทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว
(เช่น
แก้ไขรัฐธรรมนูญ การจัดระบบพรรคการเมืองที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการมากขึ้น ฯลฯ) การส่งเสริมเสรีภาพของสื่อมวลชน (เช่นสนับสนุนจัดตั้งสถานีทีวีเสรีภาคประชาชน)
เป็นต้น
ซึ่งหากผู้นำจัดการเงื่อนไขเหล่านี้ได้อย่างลงตัว ก็มีโอกาสจะ
ร่วมขบวนเพื่อสกัดการรุกรานตนเอง และสร้างการรับในกลุ่มมวลชนได้ หากไม่สามารถจัดการได้ปล่อยให้เงื่อนไขดังกล่าวแปรไปในทางลบมากขึ้น
ความชอบธรรมในการเป็นผู้นำมวลชนก็จะตกอยู่กับฝ่ายคุณสนธิแต่เพียงฝ่ายเดียว
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วหากคุณสนธิสามารถระดมแนวร่วมเข้ากับกลุ่มอื่น(ที่ไม่ชอบรัฐบาล)ได้ หรือสามารถโน้มน้าวให้คนกทม.ที่เป็นกลางที่ยังไม่ตัดสินใจชัดเจน(ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาล)ที่มีอยู่ประมาณร้อยละ 40 ให้สามารถมาเป็นพวกได้
รวมกับกลุ่มกองเชียร์คุณสนธิบวกกับคนที่ไม่ชอบรัฐบาลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลานั้นอาจจะมีคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของคุณสนธิมากถึงร้อยละ
60 ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนใหญ่
ถึงตอนนั้นคุณสนธิก็จะมีความชอบธรรมในการทวงคืนอำนาจแทนประชาชน เมื่อนั้นนายก ฯ ก็คงก็จะ อยู่ลำบาก
*
บทความนี้ตีพิมพ์ใน
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.
2548 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1321 หน้า 14
**********