กรณีจับกุม “ผู้พันตึ๋ง” ปัญหา “ภาพลักษณ์ทหาร”

น่าเป็นห่วงมากกว่าเรื่อง “ศักดิ์ศรี”

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2544 ตำรวจกองปราบปรามใช้กำลังบุกจู่โจมจับกุม พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำหรือผู้พันตึ๋ง ผู้ต้องหาในคดีสังหารอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับความเหมาะสมในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเกียรติยศศักดิ์ศรีในการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่อยู่ในชุดเครื่องแบบทหาร

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพมหานครจำนวน 1,320 ตัวอย่าง เก็บข้อมูลวันที่ 1-2 มิถุนายน 2544 มีประเด็นสำคัญที่จะนำมาวิเคราะห์ดังนี้

วิตกปัญหาทหารนอกแถว

ที่ผ่านมามีปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของกองทัพคือ ปัญหาบุคลากรของกองทัพที่กระทำผิดกฎหมาย ดังเช่นการสำรวจของเอแบคโพลล์ที่พบว่าประชาชนกทม.ถึงร้อยละ 63.2 (เกือบ 2 ใน 3) ที่รับรู้/รับทราบว่ามีข้าราชการทหารใช้อำนาจอิทธิพลละเมิดกฎหมาย (กราฟที่ 1) ในขณะที่คนที่ไม่รับรู้/รับทราบมีร้อยละ 36.8

เมื่อแจกแจงวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียดเฉพาะกลุ่มคนที่รับรู้/รับทราบว่ามีทหารทำผิดกฎหมาย กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 42.9 ทราบว่ามีทหารให้การช่วยเหลือปกป้องพรรคพวกที่กระทำความผิด ร้อยละ 20.5 ทราบว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ร้อยละ 14.2 ทราบว่ามีทหารเข้าไปคุมบ่อน/สถานบันเทิง ร้อยละ 13.1 ทราบว่ามีทหารเข้าไปร่วมกลุ่มอิทธิพล/กลุ่มอาชญากร และร้อยละ 8.2 ทราบว่ามีทหารเข้าไปพัวพันกับการค้าอาวุธเถื่อน

จับตึ๋ง “ศักดิ์ศรี” ไม่ใช่เรื่องใหญ่

กรณีการที่ตำรวจกองปราบปรามบุกจู่โจมเข้าจับกุม พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ (ผู้พันตึ๋ง) ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 64.2 เห็นว่าเป็นการกระทำที่เหมาะสม มีเพียงร้อยละ 14.8 เท่านั้นที่ระบุว่าไม่เหมาะสม ส่วนอีกร้อยละ 21.0 ไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

คนที่เห็นว่าการจับกุมมีความเหมาะสม ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า เชื่อว่าผู้ต้องหากระทำผิดจริง รองลงมาคือเห็นว่าถ้าไม่ใช้วิธีเด็ดขาดผู้ต้องหาจะไม่ยอมให้จับกุม และถ้าไม่ใช้วิธีนี้ตำรวจอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบและเกิดการสูญเสียได้

และเป็นที่น่าสังเกตว่าในส่วนคนส่วนน้อย (ร้อยละ 14.8) ที่เห็นว่าการใช้วิธีไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่ระบุเหตุผลว่าเป็นเพราะมีการใช้ “ความรุนแรง” ในการจับกุม ส่วนเหตุผลที่ว่าเป็นการลบหลู่ “ศักดิ์ศรี”ของทหารนั้นเป็นเพียงเหตุผลรองและมีประชาชนเพียงน้อยเท่านั้นที่มีความรู้สึกดังกล่าว

 “ภาพลักษณ์ทหาร” น่าวิตกมากกว่า

สำหรับความคาดหวังเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อ พ.ต.เฉลิมชัยในสายตาประชาชนส่วนใหญ่นั้นต้องการให้ตำรวจเป็นคนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายเองมากกว่าที่จะให้ผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวร้อยละ 87.2 มีเพียงร้อยละ 2.1 เท่านั้นที่ไม่อยากให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนที่เหลือร้อยละ 10.7 ไม่แสดงความเห็น (กราฟที่ 3)

ทั้งนี้จากการสอบถามพบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความไม่มั่นใจว่าผู้บังคับบัญชาของทหารที่กระทำผิด จะสามารถให้ความร่วมมือในการดำเนินคดีกับทหารที่กระทำผิดได้อย่างเต็มที่ได้ (กราฟที่ 4)

ผลสำรวจในประเด็นนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นภาพลักษณ์อันน่าวิตกของวงการทหารในสายตาประชาชนที่มองว่า ในแวดวงทหารมักจะมีการยึดติดพวกพ้องสูง ดังนั้นการแก้ปัญหาทหารนอกแถวอาจจะกระทำได้ยากภายใต้ระบบการบังคับบัญชาที่มีความผูกพันกันด้วยความคิดแบบพวกพ้อง ดังนั้นจึงไม่มั่นใจว่าผู้บังคับบัญชาจะสามารถจัดการกับทหารที่กระทำผิดได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการหวั่นเกรงว่าจะมีการช่วยเหลือปกป้องผู้ที่กระทำผิดอีกด้วย

ดังนั้นปัญหาที่มีกลุ่มทหารบางคนใช้อำนาจอิทธิพลกระทำผิด แทนที่จะกลายเป็นปัญหา “เฉพาะส่วนบุคคล” เท่านั้น กลับทำให้ภาพลักษณ์ของทหารกระทบกระเทือนขึ้นได้ เมื่อมีการใช้ระบบ “พวกพ้อง”ภายในช่วยกันออกมาปกป้องกันเองอย่างแข็งขัน โดยการกล่าวอ้างศักดิ์ศรีเฉพาะกลุ่มตนมากกว่าเรื่องของเหตุผลถูกผิด ผลจึงทำให้ “การกระทำความผิด” ที่น่าจะขีดวงอยู่แค่เฉพาะตัวบุคคลกลับกลายเป็นเรื่องที่กระทบถึงสถาบัน ดังนั้นเมื่อมีเรื่องราวที่ทหารบางคนใช้อำนาจอิทธิพลไม่ถูกต้อง ปัญหาการออกมาปกป้องพรรคพวกอยู่เหนือความถูกผิดจึงกลายเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบเสื่อมเสียต่อสถาบันตามมา (ดูกราฟที่ 5)

ระวังปัญหาเรื่อง “คน” นำสถาบัน ”เสื่อม”

วิธีการแก้ปัญหา “ตัวบุคคล” ด้วยการนำเอาสถาบันมากล่าวอ้าง (จนเกินพอดี) และการยึดถือปกป้องกันแบบ “ระบบพวกพ้อง” ทำให้เกิดข้อกังขาว่าทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างได้ผล น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่พอใจต่อการแก้ไขปัญหากลุ่มอิทธิพลของคนในกองทัพในช่วงเวลาที่ผ่านมา (กราฟที่ 6) และในช่วงระยะเวลาต่อไปประชาชนก็ยัง “ไม่มั่นใจ” ว่ากองทัพจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ (กราฟที่ 7)

ที่ผ่านมากองทัพเป็นสถาบันหลักสำคัญที่ได้รับการยอมรับเชื่อถือมาอย่างยาวนาน บทบาทของกองทัพที่เป็นเนื้อหาสาระสำคัญที่ช่วยดำรงรักษา “ศักดิ์ศรี” ของสถาบันแห่งนี้ และสะท้อนให้เห็นบทบาทที่เป็นความคาดหวังจากการสำรวจในครั้งนี้พบว่า ประชาชนคาดหวังที่จะเห็นกองทัพเน้นหนักการทำหน้าที่ในเรื่อง การปกป้องการรุกรานจากต่างชาติ การรักษาความมั่นคงภายใน การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ การปราบปรามปัญหายาเสพติด และการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน ซึ่งเป็นบทบาทที่บุคคลในกองทัพส่วนใหญ่ร่วมกันสร้างสรรสั่งสมสืบทอดรักษาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน บทบาทเหล่านี้เป็นสาระสำคัญที่ดำรงรักษา “ศักดิ์ศรีทหาร” และศักดิ์ศรีของสถาบันได้อย่างแท้จริง

ปัจจุบันสังคมกำลังตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า มีบุคคลส่วนน้อยบางคนใช้อำนาจอิทธิพล และศักดิ์ศรีของสถาบันกองทัพที่สั่งสมมายาวนานเป็นเครื่องมือในทางที่นอกลู่นอกทางสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน และสังคมก็หวั่นวิตกว่ายังมีบุคคลบางส่วนที่พยายามใช้ระบบบังคับบัญชาอันเข้มแข็งมีประสิทธิภาพให้กลายเป็น “ระบบพวกพ้อง” ในการปกป้องคนที่กระทำนอกลู่ทางเหล่านั้น

ดังนั้นเป็นหน้าที่ของผู้นำกองทัพ ที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกลงไปให้เห็นต้นตอของปัญหาที่แท้จริง จะต้องเพ่งมองให้เห็นปมปัญหาอันเป็นที่มาของวิกฤติปัญหาภาพลักษณ์ และจัดการแก้ไขให้ถูกต้องหรือชี้แจงให้ถูกจุดเท่าทันต่อกระแสสังคมที่กำลังตระหนักกังวล นั่นจึงจะเป็นการเป็นการกอบกู้ “ศักดิ์ศรีที่แท้จริง” ของกองทัพได้ แทนที่จะปล่อยให้มีการกล่าวอ้าง “ศักดิ์ศรี” ฉาบฉวยแต่เพียงเพื่อปกป้องตัวบุคคลเท่านั้น

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com