ทำไมประชาชนไม่เห็นใจ "อุทัย พิมพ์ใจชน"

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2544 เรื่องความ ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยมีนายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาตกเป็นจำเลยในคดีที่นายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้ศาลฎีกายืนยันระบุจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยืนยันคำพิพากษาตามศาลขั้นต้น และศาลอุทธรณ์ คือจำคุก 1 ปี และปรับ 2 หมื่นบาท แต่โทษจำ คุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี

จากเหตุการณ์คดีของนายอุทัย พิมพ์ใจชน ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากนายอุทัยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเป็นถึงประธานรัฐสภา หรือเป็นองค์ประมุขของสถาบันนิติบัญญัติของประเทศ และกลายเป็นจุดด่างพร้อยในเรื่องความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งต่อไป

ก่อนหน้าที่จะถึงวันประกาศคำพิพากษาฎีกา ได้มีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่อง "ประชาชนคิดอย่างไรเมื่อนายอุทัย พิมพ์ใจชนขอเลื่อนฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาออกไป : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล" เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 27-28 กรกฎาคม 2544 จากจำนวนตัวอย่าง 1,259 ตัวอย่าง
จากผลการสำรวจดังกล่าวผู้เขียนคิดว่า มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและจะนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  กระแสต้านจาก "ค่อย" เป็น "แรง"

จากผลสำรวจของเอแบคโพลล์ก่อนวันอ่านคำตัดสิน (27-28 กรกฎาคม 2544) พบว่าประชาชนร้อยละ 60.0 เห็นว่านายอุทัยควรลาออกจากตำแหน่งประธานรัฐสภาถ้าหากว่าศาลฎีกาพิพากษาว่านายอุทัยมีความผิด (โดยรอลงอาญาไว้) และมีร้อยละ 21.3 ที่เห็นว่าไม่ควรลาออก ส่วนอีกร้อยละ 18.7 ไม่มีความเห็น (ดูกราฟที่ 1 ประกอบ)

 

 

จากผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งของนายอุทัยในครั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่ามีข้อมูลผลการสำรวจในครั้งก่อนในช่วงที่มีข่าวการนัดฟังคำพิพากษาฎีกาของคดีครั้งแรกที่น่าสนใจคือ เอแบคโพลล์ได้เคยทำการสำรวจเมื่อวันที่ 16-19 กรกฎาคม 2544 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,162 ตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีคำถามในประเด็นเดียวกันว่า "นายอุทัยควรลาออกจากตำแหน่งหรือไม่จากปัญหาคดที่เกิดขึ้น" พบว่ามีเพียงร้อยละ 27.9 ที่เห็นว่านายอุทัยควรจะลาออกจากตำแหน่ง ร้อยละ 18.4 เห็นว่าไม่ควร และมีถึงร้อยละ 53.7 ที่ไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนี้(ไม่ระบุว่านายอุทัยควรจะลาออกหรือไม่) จากผลการสำรวจรอบแรกและผลการสำรวจก่อนการตัดสินปรากฎตัวเลขในกราฟที่ 2

 

 

จากการเปรียบเทียบตัวเลขผลการสำรวจในรอบแรก(ที่มีการนัดฟังคำพิพากษาครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2544) กับผลการสำรวจครั้งหลังก่อนที่จะมีการประกาศคำพิพากษาจริงหลังจากที่มีการเลื่อนวันประกาศไป 2 ครั้ง (วันประกาศจริงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544) ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลที่น่าสนใจคือ (พิจารณาดูกราฟที่ 2 ประกอบ)

ตัวเลขคนที่ระบุว่า "นายอุทัยควรลาออก" จากการสำรวจรอบแรกมีร้อยละ 27.6 แต่เมื่อถึงการสำรวจรอบที่สอง กลับพบว่าตัวเลขคนที่เห็นว่า "นายอุทัยควรลาออก" เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60.0 ( ส่วนตัวเลขคนที่เห็นว่าไม่ควรลาออกรอบแรกร้อยละ 18.4 รอบที่สองร้อยละ 21.3 และตัวเลขคนที่ไม่มีความคิดเห็นเปลี่ยนแปลงจากรอบแรกร้อยละ 53.7 มาเป็นในรอบที่สองลดเหลือร้อยละ 18.7

จากการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขความคิดเห็น ผู้เขียนคาดการณ์ว่าคนที่ "ไม่แสดงความคิดเห็น" ในการสำรวจรอบแรกจำนวนมากคงจะตัดสินใจลงความเห็นเทคะแนนออกมาว่า "นายอุทัยควรลาออก" ในการสำรวจรอบที่สอง จึงทำให้ตัวเลขคนที่เห็นว่าควรลาออกเพิ่มขึ้นอีกกว่าร้อยละ 30 (จากร้อยละ 27.6 กลายเป็นร้อยละ 60.0) เนื่องจากว่าตัวเลขคนที่เห็นว่า "ไม่ควรลาออก" มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย (จากร้อยละ 18.4 เป็นร้อยละ 21.3)

ผลการเปรียบเทียบตัวเลขการสำรวจทั้งสองครั้ง ผู้เขียนได้ข้อสรุปมาตั้งเป็นคำถามได้ว่า "ในช่วงเวลาประมาณ 10 กว่าวัน ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นทำไมคนที่มีความเห็นต่อต้านนายอุทัย (อยากให้ลาออก) จึงเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้"

  "ลีลาอุทัย" ยิ่งดิ้นยิ่งรัดคอ

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงกระแสความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อนายอุทัย ผู้เขียนใคร่จะนำเสนอข้อมูลเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว (วันที่ 16 - 28 กรกฎาคม 2544) อันเป็นช่วงที่มีการเลื่อนนัดตัดสินคดีถึง 2 ครั้ง มาทบทวนในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

วันที่ 16 กรกฎาคม 2544 นายอุทัย พิมพ์ใจชนอ้างเหตุผ่าตัดตาไม่สามารถไปฟังคำตัดสินพิพากษาของศาลฎีกา ทำให้ศาลเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 ในช่วงระหว่างนั้นอุทัยแสดงความมั่นใจว่าตนเองควรจะเป็นผู้ชนะคดี

วันที่ 20 กรกฎาคม 2544 นายอุทัยยืนยันให้นำกรณีคดีนายเนวิน ชิดชอบ ที่เคยถูกพิพากษาว่ามีความผิด แต่ก็ยังดำรงตำแหน่งต่อได้เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้รอลงอาญาไว้ มาใช้เป็นบรรทัดฐานในคดีเดียวกันกับของตน (โดยขณะนั้นสื่อมวลชนต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่านายอุทัยลดมาตรฐานตนเองไปเทียบกับนายเนวิน ซึ่งถือเป็นมาตรฐานคนละชั้น)

และในวันเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแสดงความเห็นว่า หากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ก็ไม่ถือว่านายอุทัยต้องคำพิพากษา

วันที่ 26 กรกฎาคม 2544 นายอุทัยรับปากว่าจะไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 กรกฎาคม แน่นอน แต่เมื่อถึงวันจริงนายอุทัยก็ไม่ไป

วันที่ 27 กรกฎาคม นายอุทัยอ้างเหตุมีภารกิจเร่งด่วนในงานของรัฐสภา ไม่สามารถไปฟังคำพิพากษาได้ จนทำให้ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาเป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2544

ในวันเดียวกันนายอุทัยยื่นคำร้องให้พิจารณาคดีใหม่โดยขอให้ที่องค์ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้ร่วมพิจารณาคดีของตน (ซึ่งคำร้องดังกล่าวในภายหลังก็ตกไปเนื่องจากศาลไม่ได้มีการพิจารณา)

 

ในวันเดียวกัน นายอุทัยยืนยันว่าไม่ได้ลดชั้นไปเทียบกับกรณีนายเนวิน ชิดชอบ แต่จะยึดถือตามบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ (ที่เคยพิจารณากรณีนายเนวินว่า ถึงแม้จะถูกตัดสินว่ามีความผิดและรอลงอาญา แต่ก็สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปได้)

ในวันเดียวกันนายชูศักดิ์ ศิรินิล ทีปรึกษาประธานรัฐสภา เรียกร้องให้ยึดหลักการที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยกำหนดบรรทัดฐานเอาไว้มาใช้ กับนายอุทัย (โดยยืนยันให้ถือตามกรณีของนายเนวิน)

จังหวะพร้อม ๆ กันกับในช่วงที่ฝ่ายนายอุทัย และคนรอบข้างออกมาปกป้องนายอุทัย กระแสเรียกร้องให้พิจารณาตนเองก็ออกมาจากหลายฝ่าย รวมทั้งจากฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา และจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน

ดังนั้นอาจจะวิเคราะห์ได้ว่านอกเหนือจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น และจากเนื้อหาสาระในเรื่องคดีแล้ว ด้วยท่าทีและการกระทำที่แสดงออกมาจากนายอุทัย จากพ.ต.ท.ทักษิณ จากฝ่ายรัฐบาล จากคนข้างนายอุทัย ที่ผนวกกลายเป็นปัจจัยก่อตัวของกระแสต่อต้านตัวนายอุทัย จนกลายเป็นเสียงเรียกร้องให้นายอุทัยแสดงสปิริตด้วยการ "ลาออก"

  ปมปัญหาสำคัญคือเรื่อง "ขาดสปิริต"

อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจรอบที่สองของเอแบคโพลล์มีคำถามในอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ "ความรู้สึกเห็นใจต่อนายอุทัยจากปัญหาเรื่องคดีที่กำลังประสบอยู่" (ดูกราฟที่ 3 ประกอบ) ซึ่งจะพบว่ามีประชาชนร้อยละ 20.4 ที่ตอบว่ารู้สึกเห็นใจนายอุทัย ร้อยละ 26.3 ระบุว่าไม่เห็นใจ และอีกร้อยละ 53.3 ระบุว่าไม่มีความเห็น

 

และเมื่อจำแนกแยกแยะคำตอบที่ให้ระบุเกี่ยวกับเหตุผลที่ทำให้รู้สึก "เห็นใจ" และที่รู้สึก "ไม่เห็นใจ" ต่อนายอุทัย ข้อสรุปปรากฏดังในตารางที่ 1

จากเหตุผลเกี่ยวกับความรู้สึกเห็นใจต่อนายอุทัย พบว่าเหตุผลที่ทำให้คน "เห็นใจต่อนายอุทัย" เรียงตามลำดับได้ดังนี้ 1) เห็นว่าเป็นความผิดพลาดจากความตั้งใจทำหน้าที่/ไม่ได้เจตนาจงใจ 2) เชื่อว่านายอุทัยทำถูกต้องแล้วในเรื่องที่เกิดขึ้น /ไม่เชื่อว่าจะทำผิดจริง 3) นายอุทัยเคยสร้างผลงาน/ประโยชน์ต่อประเทศชาติมามาก 4) เชื่อมั่นในความเป็นคนดีมีอุดมการณ์ และ 5) นายอุทัยถูกกระแสสังคม/สื่อกดดันมากเกินไป

ส่วนในเหตุผลที่ทำให้รู้สึก "ไม่เห็นใจนายอุทัย" เรียงตามลำดับได้ดังนี้ 1) นายอุทัยพยายามใช้อภิสิทธิ์อำนาจ/ทำตนไม่เคารพกฎหมาย/ไม่รักษากฎกติกา 2) เป็นการกระทำการที่ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพต่อศาล 3) ใช้เหตุผลข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผลในการบ่ายเบี่ยงการรับฟังคำพิพากษา 4) เป็นการทำผิดแล้วหลบหลีกไม่กล้ารับความจริง และ 5) เป็นการวางตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำ

 

ตารางที่ 1 แสดงเหตุผลของผู้ที่ระบุว่า "เห็นใจ" และ "ไม่เห็นใจ" ต่อนายอุทัย พิมพ์ใจชน

เหตุผลของคนที่ระบุ "เห็นใจ" (ร้อยละ)

เหตุผลของคนที่ระบุ "ไม่เห็นใจ" (ร้อยละ)

1. เป็นความผิดพลาดจากความตั้งใจทำหน้าที่/ไม่ได้เจตนาจงใจ

31.2

1. พยายามใช้อภิสิทธิ์อำนาจ/ทำตนไม่เคารพกฎหมาย/ไม่รักษากฎกติกา

40.3

2. เชื่อว่านายอุทัยทำถูกต้องแล้วในเรื่องที่เกิดขึ้น /ไม่เชื่อว่าจะทำผิดจริง

19.2

2. กระทำการที่ไม่ให้เกียรติ ไม่เคารพต่อศาล

19.5

3. นายอุทัยเคยสร้างผลงาน/ประโยชน์ต่อประเทศชาติมามาก

17.4

3. ใช้เหตุผลข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผลในการบ่ายเบี่ยงการรับฟังคำพิพากษา

9.7

4. เชื่อมั่นในความเป็นคนดีมีอุดมการณ์

11.9

4. ทำผิดแล้วหลบหลีกไม่กล้ารับความจริง

9.1

5. ถูกกระแสสังคม/สื่อกดดันเกินไป

5.5

5. วางตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำ

5.2

6. เหตุผลอื่น ๆ เช่น เป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง เชื่อว่าป่วยจริง ถูกกลั่นแกล้ง ฯลฯ

14.8

6. เหตุผลอื่น ๆ เช่น ทำตนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี เล่นเกมการเมือง ฯลฯ

16.2

รวม

100.0

รวม

100.0

จากเหตุผลเกี่ยวกับความ "เห็นใจ-ไม่เห็นใจ" ของประชาชนที่มีต่อนายอุทัย ที่เป็นสาเหตุสำคัญนำไปสู่กระแสต่อต้าน และเรียกร้องให้นายอุทัยลาออกนั้น น่าจะมาจากปัจจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับการแสดงออกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของตัวนายอุทัย บุคคลในฝ่ายรัฐบาล และบุคคลที่อยู่รอบข้างนายอุทัย (การพยายามหลีกเลี่ยง บ่ายเบี่ยง เล่นเกมยืดยื้อ การพยายามกดดันเรียกร้องเอาชนะเพื่อหวังปกป้องตำแหน่งของนายอุทัย) มากยิ่งเสียกว่าปัญหาความคิดความรู้สึกต่อคดีที่นายอุทัยกำลังเผชิญ

ตรงกันข้ามปัญหาเรื่องคดีนั้น แนวโน้มค่อนข้างจะมีผลในด้านบวกที่เป็นผลดีกับนายอุทัยในลำดับต้น ๆ มากกว่า ดังจะเห็นได้ว่าเหตุผลสำคัญที่ประชาชนระบุว่าเห็นใจนายอุทัยนั้น ข้อแรกคือการเห็นเจตนาที่ว่านายอุทัยกระทำผิดเนื่องจากการทำหน้าที่/ไม่ได้ตั้งใจ ลำดับที่สองความเชื่อที่ว่านายอุทัยได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วในเรื่องที่ทำให้นายอุทัยถูกดำเนินคดี

นอกจากนี้ปัจจัยในด้านส่วนตัวนายอุทัยเองก็เป็นภูมิคุ้มกันให้แก่นายอุทัยอยู่พอสมควร เช่น การยอมรับในผลงานในอดีต ความเชื่อถือในจุดยืนอุดมการณ์เป็นต้น

เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องนี้ "ปม" สำคัญที่ก่อให้เกิดกระแสความรู้สึกด้านลบของประชาชนต่อตัวนายอุทัยนั้น น่าจะมาจากท่าทีการกระทำในช่วงสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นจากท่าทีของนายอุทัยและคนที่เกี่ยวข้องที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มากกว่าปัญหาคดีความของนายอุทัยเอง

  ทางออกต้องแก้ให้ถูก "ปม"

เป็นที่ทราบกันดีว่าในทางกฎหมายถ้าจะยึดถือตามบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาไว้ นายอุทัยสามารถที่จะดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาต่อไปได้โดยชอบธรรม แต่ทว่าในแง่ภาพลักษณ์ความสง่างาม และการยอมรับจากกระเสียงของประชาชนนั้นเป็นประเด็นที่นายอุทัยและคนรอบข้างจะต้องขบคิดให้มาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากจะตัดสินใจใด ๆ ควรจะพิจารณาว่า "ปม" ที่แท้จริงของปัญหานั้นอยู่ที่ใด ควรจะประเมินด้วยว่าวิธีการจัดการกับกระแสต้านด้วยการ "ดิ้นรน" ของอุทัย และคนรอบข้าง ด้วยหวังจะชนะ หวังจะปกป้องตำแหน่งของตน การอาศัยชั้นเชิงของนักกฎหมาย ชั้นเชิงลีลาทางการเมือง แบบยึดเอาตนเองเป็นที่ตั้ง ด้วยแบบวิธีที่ได้กระทำมา ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าฝ่ายนายอุทัยกำลังเป็นห่วงฐานะของตนมากกว่าเรื่องของประเทศชาติ นั่นเป็นที่มาแห่งกระแสต่อต้านต่อนายอุทัย จนทำให้บารมีประวัติที่นายอุทัยมีอยู่ไม่อาจเป็นภูมิคุ้มกันให้นายอุทัยได้เพียงพอในขณะนี้

ดังนั้นทางออกฝ่ายนายอุทัยควรจะต้องตอบสนองให้ถูกจุด ควรสนใจต่อข้อความเห็นที่น่าจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้ประชาชนเข้าใจนายอุทัยได้ดี นั่นคือควรต้องชี้แจงถึง เรื่องที่มาของคดี ความถูกต้องเหมาะสม หรือการยอมรับในปัญหาข้อผิดพลาดจากการทำหน้าที่ในอดีต(ถ้าหากจะมี)จนเป็นที่มาของคดีความครั้งนี้

รวมถึงการแสดงท่าทีขอโทษต่อการวางตนในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าสำหรับการทำความเข้าใจกับประชาชน และเหนืออื่นใดจะต้องการแสดงให้เห็นความจำเป็นเกี่ยวกับประโยชน์ของประเทศชาติที่จะเกิดขึ้นจากการที่นายอุทัยจำต้องรับผิดชอบในฐานะตำแหน่งของตนต่อไป เมื่อกระทำสิ่งเหล่านั้นให้ปรากฏเห็นชัดแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาประเมินอีกครั้งว่าประชาชนจะมีความเห็นตอบรับต่อท่าทีเหล่านั้นหรือไม่เพียงใด เพื่อที่จะได้หาทางออกอย่างลงตัวสำหรับทุกฝ่ายต่อไป

 

 

   

ความเดิมเหตุการณ์คดี : ปี พ.ศ. 2536 สมัยที่นายอุทัย พิมพ์ใจชนดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาลชวน 1 ได้สั่งพักราชการนายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ซึ่งตกเป็นจำเลยใน คดีที่บริษัท ฮาร์ทออยล์สยามอิมปอร์ตเอกซ์ปอร์ต จำกัด ฟ้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
นายพชรได้ร้องขอความเป็นธรรมจากนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทั่งนายก รัฐมนตรีมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการ แต่นายอุทัยไม่ยอมปฏิบัติตาม
จากเหตุการณ์นั้นได้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างนายอุทัยกับนายพชร จนกระทั่งนายอุทัยถูก คนร้ายบุกเข้าไปเอาอุจจาระปาหน้า
นายพชรได้ยื่นฟ้องนายอุทัยเมื่อ 21 เม.ย. 2537 กล่าวหาว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี กลั่นแกล้งให้เสียหาย และนายอุทัยได้สู้คดีว่า คำวินิจฉัยของ ก.พ.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และได้มีหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนมติ และระบุไม่มีเจตนากลั่นแกล้งแต่อย่างใด
 
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อปี 2541 ระบุว่าจำเลยต้องปฏิบัติ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ยอมปฏิบัติ เห็นได้ว่ามีเจตนาประวิงเวลา จนนายพชรเกษียณอายุราชการ จึงมีความผิด พิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท แต่เนื่องจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์แก่ส่วนรวมจึงให้รอการ ลงโทษไว้ 2 ปี
ทั้งสองฝ่ายยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน คดีขึ้นถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 ยืนยันคำพิพากษาตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์

 

 

หมายเหตุ ภาพประกอบมาจากรัฐสภา, ศาลอาญา, กรุงเทพธุรกิจ, ไทยโพสต์, อ.ส.ม.ท., ทีวีช่อง 3, ทีวีช่อง 7 และยูบีซีชันแนล