ประเมินคะแนนนิยมว่าที่ กกต.

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

thewin@thaimail.com

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นวาระ โดยคณะกกต.ชุดแรกมีกำหนดเวลาดำรงตำแหน่ง 3 ปีครึ่งบัดนี้ได้หมดวาระลงแล้ว และในขณะนี้คณะกรรมการสรรหากกต.ที่ประกอบด้วย 2 ฝ่ายคือฝ่ายรัฐสภา/ผู้ทรงคุณวุฒิและฝ่ายศาลฎีกาได้ดำเนินการสรรหาผู้ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งกกต. มาได้จำนวน 10 คน(กก.แต่ละฝ่ายคัดเลือกมา 5 คน)จากนั้นจะได้ส่งมอบรายชื่อให้กับวุฒิสภาเพื่อดำเนินการคัดเลือกให้ได้กกต.ตัวจริงจำนวน 5 คนต่อไป

ตำแหน่งกกต. เป็นตำแหน่งสำคัญเพราะจะต้องทำหน้าที่ในกระบวนการทางการเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลการเลือกตั้ง สส. และสว.ให้เป็นไปอย่างบริสุทธิยุติธรรม กกต.จะเป็นองค์กรสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปการเมืองให้เพื่อได้ผลตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนี้กกต.ชุดที่จะเลือกต่อไปนี้จะต้องดำรงตำแหน่งในวาระต่อไปเป็นเวลานานถึง 7 ปี

ดังนั้นการคัดเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งกกต.จะต้องกระทำอย่างรอบครอบ ระมัดระวัง และที่สำคัญจะต้องฟังเสียงของประชาชนและผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา "สำนักวิจัยเอแบคโพลล์" ได้ดำเนินโครงการสำรวจเรื่อง “ความคิดเห็นต่อการสรรหาคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.): กรณีศึกษาประชาชนกรุงเทพมหานคร ” ดำเนินโครงการสำรวจระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายน 2544 ในการศึกษาครั้งนี้มีการสำรวจประชาชนทั่วไปอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวนตัวอย่าง 1,265 ตัวอย่าง นอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจความคิดเห็นในประเด็นเดียวกันจากกลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลจำนวน 144 ตัวอย่าง

จากผลการสำรวจดังกล่าวผู้เขียนคิดว่ามีประเด็นสำคัญที่จะนำข้อมูลมาเสนอ และวิเคราะห์เพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  การประเมินความนิยม

การประเมินความนิยมต่อว่าที่กกต.ทั้ง 10 คน ผู้เขียนได้นำข้อมูลผลสำรวจของเอแบคโพลล์ในประเด็นเรื่อง "ความเชื่อมั่นต่อบุคคลที่ได้รับการเลือกสรรให้ดำรงตำแหน่ง กกต.ทั้ง 10 คน" โดยมีผลสรุปความคิดเห็นเป็นร้อยละของคำตอบดังนี้คือ "เชื่อมั่น" "ไม่เชื่อมั่น" และ "ไม่มีความคิดเห็น"

จากนั้นจึงวิเคราะห์คำตอบนำมาแปลงเป็นค่าคะแนน โดยนำข้อมูลคำตอบความเชื่อมั่นต่อว่าที่กกต.เป็นรายบุคคลทั้ง 10 คนมาวิเคราะห์ โดยใช้เกณฑ์การกำหนดค่าคะแนนตามอัตราร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ระบุความเห็นต่อว่าที่กกต.แต่ละท่านดังนี้ ระบุว่ามั่นใจ = 10 คะแนน ระบุว่าไม่มั่นใจ = 0 คะแนน และกรณีที่ระบุว่าไม่รู้จัก/ไม่มีความคิดเห็นจะจัดเป็นค่าคะแนนกลางคือ = 5 คะแนน เพราะฉะนั้นจากเกณฑ์ดังกล่าวว่าที่กกต. แต่ละท่านจะมีคะแนนนิยมอยู่ที่ 0-10 คะแนน ยกตัวอย่างเช่นสมมุติว่า ว่าที่กกต.ท่านแรก ก. มีผู้ระบุว่า “มั่นใจ” ทั้งหมดทุกคน (ร้อยละ 100) ว่าที่กกต.ท่านนั้นจะมีคะแนนนิยมเท่ากับ 10 คะแนน ส่วนว่าที่กกต.ท่านที่สอง ข. กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด(ร้อยละ 100) ระบุว่า “ไม่เชื่อมั่น” ว่าที่กกต.ท่าน ข. จะมีคะแนนนิยมเท่ากับ 0 คะแนน และว่าที่กกต.ท่านที่ ค. มีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด(ร้อยละ 100 )ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น” ว่าที่กกต.ท่านที่ ค. จะได้คะแนนนิยมเท่ากับ 5 คะแนน (ถือเป็นคะแนนอยู่ตรงกลางเพราะว่าไม่ใครเลยที่ระบุว่า “เชื่อมั่น” หรือระบุว่า “ไม่เชื่อมั่น” ) ส่วนกรณีที่มีผู้ระบุคำตอบในแต่ละคำตอบในอัตราอื่น ๆ ก็จะกำหนดค่าคะแนนเพิ่มลดตามสัดส่วนไป

เมื่อนำเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้วิเคราะห์ความนิยมต่อว่าที่กกต.ทั้ง 10 ท่าน และจำแนกวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วไปและกลุ่มตัวอย่างข้าราชการตุลาการ/ศาล จะปรากฏผลคะแนนในตารางที่ 1 และคะแนนนิยมต่อว่าที่กกต.แต่ละท่านจะปรากฏอยู่ในช่อง “คะแนนนิยม”

  

ตารางที่ 1 แสดงความนิยมต่อว่าที่กกต. เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มประชาชน

และกลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาล

ผู้ได้รับการสรรหา

กลุ่มประชาชน

กลุ่มขรก.ตุลาการ/ศาล

เชื่อมั่น

ไม่เชื่อมั่น

ไม่มีความเห็น

คะแนนนิยม

เชื่อมั่น

ไม่เชื่อมั่น

ไม่มีความเห็น

คะแนนนิยม

นายชูชาติ ศรีแสง

32.9

3.6

63.5

6.47

22.6

6.0

71.4

5.83

นายปรีชา ธนานันท์

30.8

4.5

64.7

6.32

29.7

6.0

64.3

6.19

นายปริญญา นาคฉัตรีย์

29.5

8.6

61.9

6.05

19.0

9.5

71.5

5.48

นายพิศาล พิริยะสถิต

27.4

3.6

69.0

6.19

14.3

7.1

78.6

5.36

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง

33.7

4.1

62.2

6.48

50.0

3.6

46.4

7.32

นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี

25.8

4.1

70.1

6.09

29.8

6.0

64.2

6.19

พล.ต.ท.วาสนา เพิ่มลาภ

35.4

5.6

59.0

6.49

25.0

9.5

65.5

5.78

นายวีระชัย แนวบุญเนียน

23.5

7.5

69.0

5.80

11.9

7.1

81.0

5.24

พล.อ.ศิรินทร์ ธูปกล่ำ

25.7

10.1

64.2

5.78

14.3

15.5

70.2

4.94

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร

25.7

4.4

69.9

6.07

15.5

7.1

77.4

5.42

เฉลี่ยรวมทั้งหมด

ค่าคะแนนนิยมเฉลี่ย

6.17

ค่าคะแนนนิยมเฉลี่ย

5.77

หมายเหตุ ค่าคะแนนนิยมได้จากการประเมินความเห็นแปลงเป็นค่าคะแนน

(คะแนนอยู่ระหว่าง 0-10 คะแนน) โดยช่วงคะแนนมีความหมายดังนี้

1) 0.00 - 3.33 คะแนน = จัดอยู่ในกลุ่มไม่เชื่อมั่น

2) 3.34 - 6.66 คะแนน = จัดอยู่ในกลุ่มปานกลาง

3) 6.67 - 10.00 คะแนน = จัดอยู่ในกลุ่มเชื่อมั่น

 

 

  "วาสนา-อุดม" มาแรง

เมื่อนำค่าคะแนนนิยมต่อว่าที่กกต.แต่ละคนที่คำนวณได้มาจัดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยจะได้ผลปรากฏดังในกราฟ (ดูกราฟแท่งประกอบ) ซึ่งจะพบว่า

เมื่อใช้คะแนนจากกลุ่มประชาชนเป็นเกณฑ์ กกต.ที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเรียงจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้

อันดับที่ 1 พล.ต.ท.วาสนา เพิ่มลาภ มีคะแนนความนิยมจากประชาชน 6.47 คะแนน ส่วนคะแนนนิยมจากข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 5.78 คะแนน

อันดับที่ 2 นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กลุ่มประชาชนได้ 6.48 คะแนน คะแนนนิยมจากข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 7.32 คะแนน

อันดับที่ 3 นายชูชาติ ศรีแสง กลุ่มประชาชนได้ 6.47 คะแนน คะแนนนิยมจากข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 5.83 คะแนน

อันดับที่ 4 นายปรีชา ธนานันท์ กลุ่มประชาชนได้ 6.32 คะแนน คะแนนนิยมจากข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 6.19 คะแนน

 

อันดับที่ 5 นายพิศาล วิริยะสถิต กลุ่มประชาชนได้ 6.19 คะแนน กลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 5.36 คะแนน

อันดับที่ 6 นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี กลุ่มประชาชนได้ 6.09 คะแนน กลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 6.19 คะแนน

อันดับที่ 7 นายสมชัย ศรีสุทธยากร กลุ่มประชาชนได้ 6.07 คะแนน กลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 5.42 คะแนน

อันดับที่ 8 นายปริญญา นาคฉัตรีย์ กลุ่มประชาชนได้ 6.05 คะแนน กลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 5.48 คะแนน

อันดับที่ 9 นายวีระชัย แนวบุญเนียน กลุ่มประชาชนได้ 5.80 คะแนน กลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 5.24 คะแนน

และอันดับที่ 10 พล.อ. ศิรินทร์ ธูปกล่ำ กลุ่มประชาชนได้ 5.78 คะแนน กลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลได้ 4.94 คะแนน

  ว่าที่กกต. ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร

เมื่อพิจารณาระดับค่าคะแนนความนิยมโดยรวมต่อผู้ที่ผ่านการสรรหาว่าที่กกต.ทั้ง 10 คนพบว่าประชาชนและ ข้าราชการตุลาการ/ศาลยังให้การยอมรับในระดับที่ไม่สูงนัก กล่าวคือคะแนนนิยมต่อว่าที่กกต.โดยรวมในกลุ่มประชาชนเท่ากับ 6.17 คะแนน เมื่อพิจารณาการจัดช่วงคะแนนตามเกณฑ์จัดช่วงชั้น (Interval) ค่าคะแนนดังกล่าวตกอยู่ใน "ระดับปานกลาง" เท่านั้น ทั้งนี้ในสายตาประชาชนยังไม่มีว่าที่กกต.คนใดเลยที่มีคะแนนการยอมอยู่ในระดับที่ "เชื่อมั่น"ได้

ทำนองเดียวกันในกลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาล มีเพียงว่าที่กกต.คนเดียวที่อยู่ในระดับ "เชื่อมั่น" ได้คือ "นายอุดม เฟื่องฟุ้ง" ส่วนว่าที่กกต.คนอื่น ๆ อีก 9 คน ในสายตาข้าราชการตุลาการ/ศาลก็ยังอยู่เพียงในระดับ "ปานกลาง" เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามการที่ว่าที่กกต. ยังเป็นที่ยอมรับในระดับที่ไม่มากนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากสาเหตุที่ว่า กกต.ส่วนใหญ่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ยังไม่ได้แสดงบทบาท หรือยังไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลความคิดให้ประชาชนรับรู้เท่าใดนัก ดังนั้นประชาชนจึงยังไม่สามารถใช้ดุลยพินิจได้ โดยจะสังเกตได้ว่า กลุ่มตัวอย่างจะให้คำตอบเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อว่าที่กกต.แต่เพียงว่า "ไม่มีความเห็น" เป็นส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 60 ขึ้นไป)

  ตุลาการ/ศาลให้การยอมรับ "น้อยกว่า" ประชาชน

จากการพิจารณาความนิยมต่อว่าที่กกต.ที่ได้รับการสรรหามาชุดนี้ เปรียบเทียบกันระหว่างความเห็นในกลุ่มประชาชนกับกลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาล พบว่าแนวโน้มกลุ่มข้าราชการตุลาการ/ศาลให้การยอมรับต่อว่าที่กกต.ที่ได้รับการสรรหามาชุดนี้ในระดับที่ "ต่ำกว่า" การยอมรับของประชาชน ดังจะเห็นได้ว่าค่าคะแนนนิยมเฉลี่ยรวมต่อว่าที่กกต.ทั้งหมด ข้าราชการตุลาการ/ศาลให้การยอมรับในระดับ 5.77 คะแนน ในขณะที่ประชาชนมีคะแนนนิยมเท่ากับ 6.17 คะแนน

ทั้งนี้มีจำนวนว่าที่กกต.ที่ข้าราชการตุลาการ/ให้การยอมรับสูงมากกว่าประชาชนมีเพียง 2 คนคือ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และนายจรัล บูรณพันธุ์ศรี ส่วนว่าที่กกต.คนอื่น ๆ ทั้ง 8 คนข้าราชการตุลาการ/ศาลให้การยอมรับต่ำกว่าการยอมรับของประชาชนทั่วไป

  ควรจะเปิดตัวว่าที่กกต.ให้มากกว่านี้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจของเอแบคโพลล์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการสรรหากกต. ยังไม่สามารถสร้างการมีส่วนร่วม หรือการสร้างการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับผู้ผ่านการสรรหาอย่างเพียงพอ ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจยอมรับต่อผู้ผ่านการสรรหาได้

นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้ในแนวคิดหรือวิสัยทัศน์ของว่าที่กกต.เท่าที่ควร และจากผลการสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 82.7 เห็นด้วยที่จะให้ว่าที่กกต.แสดงวิสัยทัศน์ให้ประชาชนทราบ (มีเพียงร้อยละ 4.4 ที่ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 12.9 ไม่มีความเห็น)

ดังนั้นเป็นหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้องที่ควรจะให้ความสำคัญต่อการเปิดเผยตัวบุคคลที่เป็นว่าที่กกต. และควรจะจัดให้กระบวนการพิจารณาว่าที่กกต.มีโอกาสที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมให้มากกว่านี้