ตำรวจไทยยุค 2001 : ทิศทางที่ควรเป็นไปเพื่อประชาชน
เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง
thewin@thaimail.comสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้จัดเสวนาเรื่อง ตำรวจไทยยุค 2001 : ทิศทางที่ควรจะเป็นไปเพื่อประชาชน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน 2544 โดยมีวิทยากรได้แก่ พลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา นายทองใบ ทองเปาด์ สมาชิกวุฒิสภาและทนายความแมกไซไซ พลตำรวจโทสุวรรณ สุวรรณเวโช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และศาสตราจารย์นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย เนื้อหาสาระที่ได้จากการเสวนามีประเด็นสำคัญที่สรุปได้ดังต่อไปนี้
ประชาชนทนทุกข์
ศาสตราจารย์นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ได้อ้างถึงผลสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ที่ ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริการของตำรวจว่า ปัจจุบันตำรวจในสายตาประชาชนมีภาพเป็นลบมาก โดยมีปัญหาทั้งในแง่การรับบริการ เช่นไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส วางตัวไม่สุภาพ และการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสม
นายทองใบ ทองเปาด์กล่าวว่า ตำรวจในปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตำรวจบางส่วนวางตนไม่เหมาะสม มีการใช้กฎหมายเพื่อแสวงประโยชน์ให้ตนเอง และการใช้อำนาจกลั่นแกล้งใส่ความกับประชาชน ประชาชนบางส่วนไม่รู้กฎหมายเมื่อถูกตำรวจจับก็จะถูกตั้งข้อหาความผิดที่รุนแรง (เกินกว่าความผิดที่กระทำจริง) เมื่อถูกจับแล้วก็จะถูกตำรวจล่อลวงให้ยอมรับผิดนั้น ทำให้ต้องถูกลงโทษโดยไม่สมควร บางคนถึงแม้ไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหาแต่ก็ต้องจำใจยอมรับสภาพ เพราะรู้ว่าถ้าต่อสู้คดีก็ต้องแพ้แน่นอน ทุกคนต่างทราบดีว่าคนบริสุทธิ์ที่ไม่มีอำนาจเมื่อสู้คดีกับตำรวจแล้วก็มักจะเป็นฝ่ายแพ้เสมอ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหาแต่เมื่อสู้คดีถึงที่สุดแล้วก็มักจะถูกลงโทษ กระบวนการยุติธรรมของไทยมุ่งที่จะลงโทษรุนแรงกับคนที่พยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง ดังเช่นบางกรณีที่เห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดจริงที่สารภาพความผิดตั้งแต่แรกจะได้รับการลงโทษที่รุนแรงน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้กระทำความผิด แต่ได้พยายามต่อสู้คดีเพื่อปกป้องตนเองกลับถูกลงโทษและได้รับความเดือดร้อนมากกว่า
นอกจากนี้ ตำรวจเองก็มีปัญหาอยู่มากในการให้ความปลอดภัยกับประชาชน เพราะแม้แต่บนสถานีตำรวจก็ยังมีปัญหา ดังเช่นก่อนหน้านี้ยังมีเหตุการณ์ที่ผู้ต้องหาหญิงถูกผู้ต้องหาชายข่มขืน ทั้ง ๆ ที่ทุกคนถูกจับขังอยู่บนโรงพัก นายทองใบกล่าว
ตำรวจทนลำบาก
ด้านพลตำรวจโทสุวรรณ สุวรรณเวโชกล่าวว่า ปัจจุบันในด้านตำรวจเองก็มีปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะด้านรายได้ ค่าตอบแทนและสวัสดิการต่าง ๆ ตำรวจส่วนใหญ่ได้รับจากรัฐบาลน้อยมาก ตำรวจต้องมีภาระรับผิดชอบต่อครอบครัวแต่ความเป็นอยู่อัตคัตขัดสน ในขณะที่ภาระรับผิดชอบหนักมาก เพราะงานตำรวจเป็นงานที่เสี่ยง มีอุปสรรคมากมาย เครื่องมืออุปกรณ์ก็มีจำกัด การทำงานอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก เมื่อเปรียเทียบกับฝ่ายอื่นที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับตำรวจ เช่นอัยการ ศาล ที่ทำงานสบายกว่าตำรวจแต่ได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าตำรวจมาก ทุกวันนี้คนภาคอีสานเป็นตำรวจกันเยอะ เพราะคนอีสานมีฐานะยากจน มีทางเลือกน้อยเลยต้องมาเลือกทำงานตำรวจ เพราะคนที่มีทางเลือกดี ๆ จะไม่มาเลือกทำงานหนักแต่รายได้น้อยอย่างเช่นงานของตำรวจ นอกจากนี้พลตำรวจโทสุวรรณยังยกคำพูดติดตลกว่า ถ้าหากคนอีส่านมีทางเลือกในอาชีพที่ดีกว่าได้ ต่อไปสงสัยจะ
ต้องเอาคนต่างด้าวมาเป็นตำรวจแทนกระมัง
|
วิทยากรส่วนหนึ่งที่เข้าร่วมเสวนา |
ปัญหาการทุจริต สินบน ส่วย ต่าง ๆ คงจะแก้ไขได้ยาก ถ้าหากสังคมยังคาดหวังจากตำรวจสูง แต่ให้ค่าตอบแทนต่ำเช่นนี้ คนที่มาเป็นตำรวจไม่ใช่คนที่จะเข้ามาเพื่อเสียสละให้กับสังคมอย่างเดียว คนที่มาเป็นตำรวจยังต้องการรายได้ ต้องการผลตอบแทนที่ดีเพื่อดูแลครอบครัวและสร้างชีวิตที่ดีให้กับตนเอง ดังนั้นเมื่อรายได้ในระบบไม่เพียงพอ ตำรวจบางส่วนก็จึงคิดหารายได้นอกระบบ ดังนั้นปัญหาของตำรวจจึงแก้ยาก จะคาดหวังว่าตำรวจจะแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างไร เมื่อตำรวจเองทุกวันนี้ตนเองก็มีปัญหาอยู่มาก พลตำรวจโทสุวรรณกล่าว
โครงสร้างตำรวจ : เหล้าเก่าในขวดใหม่
ด้านพลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร กล่าวว่าตำรวจมีปัญหาหลายอย่าง โครงสร้างของตำรวจเองก็มีปัญหา ถึงแม้ตำรวจจะย้ายสังกัดจากกรมตำรวจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยไปเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่โครงสร้างทุกอย่างส่วนใหญ่ก็ยังคงเหมือนเดิม
หน่วยงานของตำรวจหลายหน่วยงานที่ไม่ควรมี สมควรที่จะต้องปรับลดลงมาก็ไม่ทำ ในขณะที่บางหน่วยงานที่ควรมี ควรจะขยายมากขึ้นกลับไม่มี
การจัดการงานบุคลากรของตำรวจปัจจุบันยังมีปัญหา โครงสร้างบุคลากรของตำรวจปัจจุบันมีกำลังพลประมาณ 2.2 แสนนาย ซึ่งหน่วยงานอื่น ๆ มาพิจารณาดูแล้วก็คงเห็นว่ามีจำนวนมากมาย แต่ในปัจจุบันตำรวจกลับมองว่ากำลังพลของตนเองขาดแคลน อย่างไรก็ตามการที่งานของตำรวจมีปัญหานั้นไม่ใช่เป็นเพราะปัญหาจำนวนคนขาดแคลนเท่านั่น แต่เป็นเพราะว่าการจัดสรรกำลังพลในสำนักงานตำรวจยังไม่ดีพอ ตำรวจมีปัญหาเรื่องการจัดวางคนในการทำงาน
พลตำรวจเอกวสิษฐ์ให้ข้อคิดว่า ทุกวันนี้ตำรวจที่มียศตำแหน่งสูงขึ้นจะทำงานที่เป็นงานตำรวจจริง ๆ น้อยลง ดังจะเห็นได้ว่าตำรวจที่ทำงานการสืบสวนสอบสวน การปราบปรามป้องกันนั้นจะทำกันในขั้นตำรวจยศตำแหน่งระดับต้น ถ้าเป็นนายตำรวจก็จะทำกันอยู่แค่ระดับร้อยตำรวจตรีไปถึงพันตำรวจตรี พอยศตำแหน่งสูงกว่านี้คนเหล่านั้นก็จะไม่ได้จับงานตำรวจประเภทนี้ ทำให้การพัฒนางานตำรวจที่แท้จริงไม่ต่อเนื่อง และไม่ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะว่านายตำรวจระดับสูงแยกตัวเองออกจากหน้าที่หลักของงานตำรวจไปเสียแล้ว
เราจะเห็นได้ว่าตามท้องถนนทั่วไป ตำรวจที่พบเจอจะเป็นตำรวจระดับประทวนเป็นส่วนมาก น้อยมากที่เราจะได้เห็นนายตำรวจออกปฏิบัติงานใกล้ชิดประชาชน เราจะเห็นนายตำรวจออกมาตามท้องถนนมากหน่อยก็เฉพาะในช่วงที่มีงานพิธีการ หรือที่มีการดูแลเส้นทางขบวนรถของคนสำคัญเท่านั้น พลตำรวจเอกวสิษฐ์กล่าว
ในด้านการบริหารงาน ปัญหาที่ตำรวจต้องเจอคือการถูกแทรกแซงทางการเมือง ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าตำรวจจะมีความเป็นอิสระมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงตำรวจยังคงต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมือง นักการเมืองยังเข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งโยกย้าย แทรกแซงการทำงานทำให้ตำรวจไม่สามารถทำหน้าที่อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมได้
เงินเดือนน้อย ด้อยสวัสดิการ
ในด้านสวัสดิการ ค่าตอบแทนของตำรวจนั้นพลตำรวจเอกวสิษฐ์ แจกแจงข้อมูลให้เห็นว่า ตำรวจระดับล่างคือพลตำรวจมีเงินเดือนเริ่มต้น 1,140 บาท ในขณะที่ระดับสูงสุดคือผู้บัญชาการตำแห่งชาติปัจจุบันมีเงินเดือน 59,090 บาท ซึ่งเป็นระดับรายได้ที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานอื่น ๆ
ในด้านเครื่องมืออุปกรณ์การทำงาน ยานพาหนะในการทำงาน 70 % เป็นของส่วนตัว ในขณะที่รถยนต์ที่เป็นของส่วนรวมส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพที่เก่าหรือชำรุด วิทยุสื่อสารที่ใช้ 50 % เป็นของส่วนตัว ปืนพก 70 % เป็นของส่วนตัว และบ้านพักของตำรวจ 50 % ยังขาดแคลนอยู่ (ไม่ได้อยู่บ้านหลวงและไม่ได้เบิกค่าเช่าบ้าน) ระยะเวลาการตำรวจแต่ละคนทำงานเกินกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน พลตำรวจเอกวิสิษฐ์ย้ำให้เห็นสภาพปัญหาข้อจำกัดในการทำงานของตำรวจ
ทางออก : ต้องแก้ที่คนและงาน
สำหรับทางออกในการแก้ไขปัญหา พลตำรวจเอกวสิษฐ์เห็นว่า ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจะต้องแก้ไขปัญหาที่ตัวคน จะต้องทำให้ตัวบุคคลในทุกระดับมีการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้น ตำรวจผู้ใหญ่จะต้องสร้างแบบอย่างที่ดีให้กับตำรวจผู้น้อย จะต้องซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ฟุ่มเฟือย ผมคิดว่าตำรวจผู้ใหญ่จะต้องไม่ไปตีกอล์ฟ เพราะการตีกอล์ฟเป็นการส่งเสริมความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ทำให้นายตำรวจระดับสูงแยกตัวออกห่างจากตำรวจระดับล่าง นายตำรวจจะต้องไม่ทำตัวตามกระแส อย่าไปหลงไหลทำตามอย่างที่คนอื่น หรือผู้บริหารหน่วยงานอื่น ๆ เขาทำกัน
นอกจากนี้ในด้านการบริหารงาน พลตำรวจเอกวสิษฐ์เห็นว่าจะต้องมีการกลับด้านสามเหลี่ยมให้พลิกกลับลงมา กล่าวคือผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานตำรวจจะต้องลงมาสัมผัสงานระดับล่างมากขึ้น ผู้บริหารหน่วยงานตำรวจจะต้องไม่แยกตัวออกจากงานตำรวจที่แท้จริง เพื่อให้รับรู้การทำงานและพัฒนางานต่อเนื่องเท่าทันสถานการณ์เสมอ แทนที่จะให้ตำรวจชั้นประทวนออกตรวจตราตามท้องถนน ผมคิดว่าควรจะเอานายพลตำรวจมานั่งรถสายตรวจเสียบ้าง งานของตำรวจจึงน่าจะดีขึ้นได้ พลตำรวจเอกวสิษฐ์กล่าว
![]()
ด้านพลตำรวจโทสุววรณ มีความเห็นว่าการที่จะพัฒนางานของตำรวจให้บริการประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ควรจะต้องมีการจ่ายค่าตอบแทน เพิ่มรายได้ เพิ่มค่าตอบแทนที่ดีขึ้น สวัสดิการการทำงานมากขึ้น ให้เครื่องมืออุปกรณ์การทำงานที่ทันสมัยพร้อมเพียงมากขึ้น รัฐบาลต้องให้เงินตำรวจ เพื่อที่ตำรวจจะได้ไม่ต้องไปรีดไถชาวบ้าน
นอกจากนี้จากการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนาส่วนใหญ่มีความเห็นว่าตำรวจควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบดูแลงานของตำรวจมากขึ้น โดยควรจะมีประชาชนเข้าไปมีส่วนในการดูแลงานของตำรวจในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับท้องถิ่น ดังเช่น รองผู้กำกับการสถานีตำรวจผู้เข้าร่วมการเสวนาท่านหนึ่งเห็นว่าควรจะมีการศึกษาเพื่อปรับปรุงการบริหารงานระดับสถานีตำรวจให้ดียิ่งขึ้น และควรจะมีการปรับปรุงระบบคณะกรรมการที่ดูแลงานระดับสถานีตำรวจซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสถานีตำรวจมากขึ้น ซึ่งนโยบายดังกล่าวเริ่มนำมาใช้เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา
ด้านพลตำรวจโทสุวรรณ เห็นว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปดูแลงานของตำรวจควรมีการพิจารณาให้รอบครอบและระมัดระวัง ที่ผ่านมากรรมการภาคประชาชนที่ถูกเลือกเข้ามาเป็นกรรมการดูแลระดับสถานีตำรวจนั้น ปรากฏว่าหลายท้องที่ ที่เราจะได้เจ้าของบ่อน เจ้าของซ่องเข้ามาเป็นกรรมการดูแลสถานีตำรวจ เพราะฉะนั้นจะต้องระวังด้วยว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานของตำรวจจะต้องไม่ทำให้ตำรวจต้องตกไปอยู่ภายใต้อำนาจของผู้มีอิทธิพล
![]()
นายทองใบ ทองเปาด์ เห็นว่าการพัฒนางานของตำรวจควรจะเริ่มจากการทำวันนี้ให้ดีที่สุดเสียก่อน โดยตำรวจจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนมากที่สุด นอกจากนี้ที่สำคัญตำรวจปัจจุบันจะต้องศึกษากฎหมายให้เข้า
ใจถ่องแท้ โดยเฉพาะกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีข้อกำหนดหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของตำรวจซึ่งตำรวจควรจะได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อไป
ด้านศาสตราจารย์นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ ได้นำเสนอรูปแบบของโครงสร้างงานของตำรวจยุคใหม่ว่าควรจะต้องประกอบด้วยตำรวจ 2 ส่วนคือ ตำรวจส่วนกลาง กับตำรวจส่วนท้องถิ่น โดยตำรวจส่วนกลางจะทำหน้าที่ในการผลิต พัฒนาบุคลากรตำรวจ การประสานงานให้การสนับสนุนแก่ตำรวจท้องถิ่น เป็นผู้ติดตามจัดการคดีสำคัญหรือคดีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอิทธิพล อาชญากรรมระดับชาติ อาชญากรรมระหว่างประเทศ และดูแลควบคุมตำรวจท้องถิ่นอีกขั้นหนึ่ง
ส่วนตำรวจระดับท้องถิ่นควรทำหน้าที่ของตำรวจทั่วไปที่ให้บริการ ให้การอำนวยความยุติธรรมในคดีต่าง ๆ ทั่วไปในพื้นที่ระดับท้องถิ่น
ทั้งนี้เมื่อมีตำรวจระดับท้องถิ่นจะทำให้องค์กรท้องถิ่นซึ่งมีประชาชนดูแล จะสามารถเข้ามาตรวจสอบตำรวจโดยตรง ทำให้ตำรวจต้องฟังประชาชน และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในท้องถิ่นนั้น ปัญหาตำรวจทุจริต เอาเปรียบรังแกประชาชนก็จะลดลง ในทางกลับกันการที่ให้ประชาชนดูแลใกล้ชิดกับตำรวจจะทำให้ประชาชนเข้าใจงานของตำรวจมากขึ้น ทำให้รับรู้ถึงปัญหาข้อจำกัดของตำรวจ และสามารถตอบสนองความต้องการของตำรวจมากขึ้น เช่น สวัสดิการ ค่าตอบแทน รายได้ เครื่องมือการทำงาน จะทำให้ตำรวจได้รับการดูแลที่เพียงพอเหมาะสมตามความจำเป็นและความต้องการของตำรวจ ชีวิตความเป็นอยู่ของตำรวจก็จะดีขึ้นตามสภาพที่ควรจะเป็นต่อไป
ศาสตราจารย์นายแพทย์สันต์ชี้ให้เห็นว่า การให้อำนาจกับประชาชนเป็นวิธีการที่ถูกต้องเพราะประชาชนจะรู้ว่าตนเองต้องการอะไร ประชาชนจะดูแลตนเองให้ดีที่สุดด้วยตัวของประชาชนเอง ถ้าปล่อยให้ประชาชนมีอำนาจ เขาจะสามารถดูแลตนเองได้ดีกว่าที่ข้าราชการทำให้
ส่วนที่มีการวิตกกังวลว่าถ้าให้ตำรวจไปอยู่ภายใต้การดูแลของท้องถิ่นแล้ว จะทำให้กลุ่มอำนาจอิทธิพลเข้ามาครอบครองตำรวจนั้น ผมคิดว่าประชาชนมีวิจารณญาณจะเป็นผู้พิจารณาเอง เพราะประชาชนจะได้บทเรียน และหาข้อสรุปเพื่อตัดสินใจได้ดีที่สุดว่าควรจะให้ใครเข้ามาเป็นผู้นำ และจะพาประชาชนไปในทิศทางใด ถ้าหากประชาชนเลือกอย่างไรเขาก็จะได้สิ่งนั้นแสดงว่าคนในท้องถิ่นต้องการอย่างนั้น
ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยชี้แจงในท้ายที่สุดว่า อุปสรรคในการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ปัญหาสำคัญขณะนี้ไม่ได้อยู่ตรงที่ว่าประชาชนจะจัดการอย่างไร แต่อยู่ตรงที่ว่าคนบางกลุ่มกำลังหวงอำนาจไม่ยอมมอบให้แก่ประชาชนมากกว่า
