"เจ้าพ่อ" สิ่งอันตรายที่ยังมีคนเรียกหา

เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง

สืบเนื่องจากคดีจับกุมกำนันเป๊าะคนดังแห่งชลบุรีที่เป็นข่าวเกรียวกราวนั้น มีประเด็นเกี่ยวข้องที่จะหยิบยกมาวิเคราะห์นำเสนอต่อไปนี้

ผู้คนหวั่นเกรงการใช้อิทธิพล

ผลการสำรวจประชาชนกทม. 1,201 รายของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เมื่อวันที่ 17-19 เม.ย. 2546 พบว่าตัวอย่างกว่าร้อยละ 67.9 คิดว่าเหมาะสมที่มีการบุกค้นบ้านและจับกุมกำนันเป๊าะในคดีจ้างวานฆ่าผู้อื่น และร้อยละ 65.7 ชื่นชมผลงานของตำรวจในการดำเนินคดีกำนันคนดัง

การทำงานของตำรวจกองปราบปรามในครั้งนี้เรียกได้ว่า "ถูกใจประชาชน" เพราะเห็นว่าเป็นการรักษากฎกติกาของบ้านเมือง ไม่ต้องการให้ใครใช้อิทธิพลอยู่เหนือกฎหมาย นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลเร่งเอาจริงเอาจังในการกวาดล้างกลุ่มอิทธิพลเหนือกฎหมายให้หมดไปโดยเร็ว

"กำนันเป๊าะ" คนรักทั่วเมือง คนเคืองทั่วแผ่นดิน

ขณะที่สังคมส่วนใหญ่รู้สึกหวั่นระแวงต่อการใช้อำนาจอิทธิพล แต่ในทางกลับกันก็ยังมีกลุ่มคนเป็นจำนวนมากเช่นกันที่มีความนิยมในบุคคลที่เรียกกันว่า "เจ้าพ่อ" โดยเฉพาะคนในพื้นที่ใกล้ชิดหรือผู้คนที่มีส่วนได้รับการเกื้อกูลจากเจ้าพ่อ

กรณีของกำนันเป๊าะซึ่งหลายคนเรียกขานกันว่าเป็น "เจ้าพ่อแห่งภาคตะวันออก" นั้นเราอาจจะพบว่ามีคนในจังหวัดชลบุรี และโดยเฉพาะคนในพื้นที่บางแสนจำนวนมากทีเดียวที่ยังรักใคร่ศรัทธาในตัวกำนันคนดัง

ชาวกรุงมีทั้งคนชอบและคนชัง

เมื่อฉายภาพของกำนันเป๊าะในสายตาของคนกทม.จากการสำรวจของเอแบคโพลล์มีคำถามประเด็นหนึ่งว่า "โดยส่วนตัวมีความรู้สึกชื่นชอบในตัวกำนันเป๊าะหรือไม่" ผลปรากฏว่าตัวอย่างคนกทม.ส่วนใหญ่ยังคงสงวนท่าทีกล่าวคือมีร้อยละ 59.3 ตอบว่าไม่มีความเห็น ในขณะที่ร้อยละ 26.9 บอกว่า "ไม่ชอบ" เพราะเห็นว่าทำตัวเป็นเจ้าพ่อ ชอบใช้อิทธิพล ภาพพจน์ประวัติที่ผ่านมาสังคมไม่ยอมรับ ส่วนอีกร้อยละ 13.8 บอกว่า "ชอบ" เพราะเห็นเป็นคนทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น เป็นนักเลง เป็นคนสู้ชีวิต

จากตัวเลขดังกล่าวถึงแม้จะพบว่าคนกทม.(ที่ระบุความคิดเห็น)มีแนวโน้มไปในทางที่จะ "ไม่ชอบ"ในตัวกำนันเป๊าะ แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่าคงมีคนบางส่วน (ร้อยละ 13.8) ที่มีความชื่นชอบคนแบบกำนันเป๊าะอยู่ด้วย (และเชื่อว่าถ้าเป็นตัวเลขคนในเมืองชลบุรีหรือคนบางแสนอัตราร้อยละคงจะสูงกว่านี้)

สังคมโหยหาวีระบุรุษ

โดยส่วนตัวของผู้เขียนเชื่อว่าความนิยมในตัว "เจ้าพ่อ" มีความเชื่อมโยงกับค่านิยมในอดีต เรื่องความนิยมยกย่องในตัว "ผู้นำ" ซึ่งผู้นำในอดีตมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ทำหน้าที่ปกป้องดูแลกลุ่มของตนจากการรุกรานจากอำนาจภายนอก หากผู้นำทำหน้าที่ได้ดีจะถูกยกย่องให้เป็น "วีระบุรุษ" เมื่อใครได้เป็น "วีระบุรุษ" สมาชิกในกลุ่มก็จะยินยอมพร้อมใจเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน (เช่นยอมเชื่อฟัง ยอมเสียสละข้าวของ แรงงาน และแม้แต่การอุทิศชีวิตของตน)ในการปกป้องผู้นำ เพื่อแลกกับการทรงไว้ซึ่งอำนาจผู้นำสำหรับการดูแลปกป้องผู้คนในชุมชนต่อไป

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมยุคใหม่ที่ได้มีการขยายอำนาจรัฐ และการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปในชุมชน ทำให้เกิดโครงสร้างอำนาจแบบใหม่ในชุมชนเพิ่มขึ้น อาทิมีคนของรัฐ พ่อค้า นายทุนเข้ามามีบทบาทในชุมชนมากขึ้น ชุมชนที่เคยอยู่กันอย่างสงบก็เริ่มแปรเปลี่ยนเข้าสู่การแกร่งแย่งแข่งขัน มีการใช้อำนาจรัฐ อำนาจกฎหมาย อำนาจเงิน และมีการสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ระดับบุคคลขึ้นมา ผู้นำทางความคิดที่เคยอาศัยบารมีเพียงลำพังความเชื่อศรัทธาจากชาวบ้านอย่างเดียวก็ไม่อาจรักษาอำนาจในการดูแลปกป้องชุมชนของตนเอาไว้ได้ ต่างคนต่างแย่งชิงประโยชน์เฉพาะส่วนตน ทำให้เกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำต่ำสูงของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ชุมชนจะต้องเรียกหา "กลไก" มาแก้ไขจัดการ ซึ่งบางส่วนก็หวังพึ่งพากลไกรัฐ กฎหมายบ้านเมือง บางส่วนก็มุ่งรวมกลุ่มสร้างกลไกการปกครองตนเองของท้องถิ่น

แต่ขณะเดียวกันคนบางส่วนก็หันกลับไปเรียกหา "วีระบุรุษ" ให้ขึ้นมาจัดการปัญหาเพื่อสร้างความปกติสมดุลให้กับชุมชน "วีระบุรุษ" ของท้องถิ่นยุคใหม่จำเป็นต้องรักษาสถานภาพการนำแบบสังคมยุคใหม่ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวหรือไม่ก็รวมตัวหรือแปรสภาพของตนเข้าไปร่วมมือกับกลไกอำนาจรัฐหรือกลไกธุรกิจแบบทุนนิยมเพื่อการคงอำนาจของตนเองไว้

ผู้นำในท้องถิ่นใดที่แปรสภาพของตนเองให้เท่าทันกับสังคมยุคใหม่ จนทำให้ดำรงอำนาจอยู่เหนือคนของรัฐ หรือกลุ่มธุรกิจธรรมดาทั่วไป ผู้นำท้องถิ่นนั้นก็จะมีสถานะเป็น "เจ้าพ่อ" ในที่สุด

"เจ้าพ่อ" ในทัศนะแบบนี้ก็คือ ผู้นำท้องถิ่นที่ใช้วิธีปรับตัวในการสร้างอำนาจแบบใหม่ โดยอาศัยกลไกอำนาจรัฐ (ดังเช่นที่บางคนเราเรียกว่าเจ้าพ่อมีสี หรือเจ้าพ่อที่คนมีสีค้ำบัลลังก์) หรือไม่ก็กลไกอำนาจทุน ผสมผสานเข้ากันกับกระแสค่านิยมวีระบุรุษของความคิดทางสังคมแบบเก่า จึงทำให้เขาดำรงสถานะและขยายอิทธิพลให้เป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่นเอาไว้ภายใต้สังคมที่เปลี่ยนไปได้

ทั้งนี้ผลตอบแทนที่คนในท้องถิ่นได้รับจากเจ้าพ่อคือการคุ้มครองดูแลทุกข์สุข การพัฒนาท้องถิ่น การรักษาความสามัคคีกันภายในไว้ เป็นต้น ผู้คนจึงยินยอมน้อมรับ "เจ้าพ่อ" เอาไว้เป็นวีระบุรุษสำหรับพวกเขา

ด้วยประโยชน์ที่ชุมชนได้รับจากการบารมีอำนาจของเจ้าพ่อดังกล่าว ชุมชนจึงยินยอมให้เจ้าพ่อกระทำการบางอย่าง(ที่เหนือกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะทำได้)เพื่อแลกกับการคงอำนาจของเจ้าพ่อไว้ เช่นการทำธุรกิจผิดกฎหมาย การผูกขาดการค้า หรือแม้แต่ยินยอมให้เจ้าพ่อก่ออาชญากรรมได้กับคนที่คุกคามอำนาจหรือขัดขวางผลประโยชน์ของเจ้าพ่อ ดังเช่นการยินยอมเสียสละประโยชน์ของสังคม(ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ)เพื่อดำรงสถานะของวีระบุรุษเพื่อการปกป้องชุมชนของตนเองเอาไว้นั่นเอง

เจ้าพ่อคือผู้ "เกื้อกูล" และผู้สร้าง "แรงกดดัน" ต่อสังคม

ในทางหนึ่งเจ้าพ่อต้องมีพันธกิจในการปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน ขณะเดียวกันในอีกทางหนึ่งเจ้าพ่อจะก็จำเป็นจะต้องสั่งสมยุทธปัจจัยแห่งอิทธิพล(กำลังทุน กำลังคน ชื่อเสียงบารมี)ของตนเอาไว้ เพื่อการรักษาสถานะเยี่ยงวีระบุรุษให้ผู้คนยอมรับ และเพื่อการสะสมความมั่งคั่งสำหรับดูแลรับใช้ชุมชนของตนอย่างเพียงพอ การสั่งสมอิทธิพลของเจ้าพ่อมีทั้งวิธีการตามแบบในกติกาและนอกแบบกติกา มีทั้งวิธีการสร้างความร่วมมือและการบังคับคนอื่น ดังนั้นในขณะที่เจ้าพ่อต้องเกื้อกูลประโยชน์ต่อชุมชน เจ้าพ่อก็ได้สร้างแรงกดดันให้กับผู้คนไปด้วยเช่นกัน(เพื่อการขยายหรือปกป้องอิทธิพลของเจ้าพ่อนั้น)

เมื่อใดที่เจ้าพ่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ของตนมากเกินไป หรือเมื่อใดที่เจ้าพ่อปกป้องดูแลทุกข์สุขของชุมชนน้อยเกินไป ความรู้สึกกดดันของผู้คนก็จะมีมากขึ้น

อีกทั้งเมื่อใดก็ตามหากการขยายอิทธิพลของเจ้าพ่อจากท้องถิ่นหนึ่งออกไปนอกขอบเขตปริมณฑลของตนอยู่เหนือท้องถิ่นอื่น ประชาชนในท้องถิ่นอื่น ๆ ก็จะหวั่นเกรงและเรียกร้องให้หาทางจำกัดอิทธิพลของเจ้าพ่อนั้น

เมื่อเจ้าพ่อขยายอิทธิพลอย่างไร้ขอบเขต หรือเมื่อใดที่เจ้าพ่อแปรสถานะจาก "วีระบุรุษ" ไปสู่บทบาท "อันธพาล" เจ้าพ่อก็จะอยู่ได้ยาก เพราะผู้คนจะจงเกลียดและเรียกหาอำนาจภายนอกมาสยบทำลายอำนาจของเจ้าพ่อคนนั้น เหมือนอย่างเช่นปัจจุบันนี้ผู้คนกำลังเรียกร้องให้กฎหมายบ้านเมืองมาขจัดกลุ่มอิทธิพล ก็เพราะว่าเจ้าพ่อบางกลุ่มกำลังขยายอิทธิพลเกินขอบเขตและใช้อำนาจอย่างเหิมเกริมจนเกินกว่าที่ผู้คนจะรับได้ หรือไม่ก็มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าเจ้าพ่อกำลังขยายบทบาทที่อาจจเป็นอันตรายต่อสังคมส่วนรวมมากเกินไปนั่นเอง

"เจ้าพ่อ" สิ่งจำเป็นที่จะคงอยู่ต่อไป

มาถึงตรงนี้ถ้าหากจะตั้งคำถามที่ว่า แล้วถึงที่สุดประชาชนจะเรียกร้องให้มีการขจัดเจ้าพ่อทั้งหมดให้สิ้นซากเลยหรือไม่ สำหรับความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่สถานการณ์ที่ประชาชนทุกกลุ่มจะมุ่งหวังกำจัดเจ้าพ่อทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

นั่นเพราะมีเหตุปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เจ้าพ่อในสายตาคนบางกลุ่มยังคงมีความสำคัญในฐานะของผู้ทำหน้าที่เติมเต็มส่วนที่ขาดหายของสังคม จริงอยู่ถึงแม้เจ้าพ่อดูจะเป็นบุคคลอันตรายต่อสังคมส่วนรวม แต่ทว่าในอีกทางหนึ่งคนไทยในระดับท้องถิ่นก็ยังคงเพรียกหาบุคคลพิเศษประเภทหนึ่งไว้ทำหน้าที่ในฐานะของวีระบุรุษในการปกป้องดูแลชุมชน

อย่างน้อยก็ในกรณีที่กลไกสังคมไม่อาจที่จะดูแลปกป้องความเป็นอยู่พื้นฐานของผู้คนในชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ ตราบใดที่การก้าวหน้าของสังคมยุคใหม่ได้ปล่อยทิ้งกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี ตราบใดที่สังคมยังปล่อยให้มีการแข่งขันเพื่อขยายประโยชน์ของบุคคลบางคนอย่างไร้ขีดจำกัดจนก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างผู้คน ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบระหว่างบุคคลอย่างไร้ขอบเขต ตราบใดที่กลไกอำนาจของรัฐไม่อาจเข้าไปดูแลทุกข์สุขของผู้คนในระดับรากหญ้าได้ ยังไม่สามารถจัดการความขัดแย้งในระหว่างผู้คน กลุ่มคน และจัดการชุมชนให้ลงตัวได้ ตราบใดที่ยังขาดกลไกการปกครองท้องถิ่นที่มีคุณภาพในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นได้

ตราบนั้นผู้คนก็จะยังคงกลับไปเรียกหา "เจ้าพ่อ" ที่มีความพร้อมมากกว่าคนอื่น หรือมีความผูกพันกับท้องถิ่นมากกว่า หรือสามารถจัดการปัญหาได้ดีกว่ากลไกของรัฐที่มีอยู่ ให้มาทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข มาสร้างความสมานฉันท์ มาจัดการการเอารัดเอาเปรียบระหว่างผู้คน เสมือนหนึ่งหน้าที่ของ วีระบุรุษ" ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างทางสังคมที่ขาดหายไป วัฎจักรของระบบเจ้าพ่อก็จะยังคงอยู่คู่สังคมไทยอีกต่อไป

 

หมายเหตุ บทความนี้ตีพิมพ์ใน "มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม 2546

ดูบทความอื่น ๆ