อนาคตของชาติฝากไว้ที่ "ละครทีวี" ?
เทวินทร์ ขอเหนี่ยวกลาง
thewin@thaimail.com
ในรอบปี 2546 ที่ผ่านมาสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ทำโครงการสำรวจประชาชนและผู้ปกครองในเรื่องผลกระทบของสื่อโทรทัศน์ที่มีต่อเด็กและเยาวชนแบบต่อเนื่องเป็นจำนวน 7 ประเด็น(ในช่วงเดือนมีนาคม - กันยายน 2546) ผู้เขียนใคร่นำข้อสรุปสำคัญจากการสำรวจในหลายครั้งมาวิเคราะห์นำเสนอต่อไปนี้

เด็กไทยดูทีวีวันละ 3-5 ชม.
จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียน(ทั้งในช่วงวันธรรมดาและวันหยุด) ของบุตร/หลานวัย 3-12 ปีโดยการสังเกตของพ่อแม่/ผู้ปกครองพบว่าเด็กนิยมดูโทรทัศน์มากที่สุด รองลงมาคือ เล่นกับเพื่อน ดูวีดีโอ/วีซีดี ไปห้างสรรพสินค้า และเล่นกีฬา/ออกกำลังกาย
เด็กส่วนใหญ่จะดูโทรทัศน์เกือบทุกวัน (5-7 วันต่อสัปดาห์) และใช้เวลาในการดูโทรทัศน์ประมาณวันละ 3-5 ชั่วโมง โดยจำนวนชั่วโมงในการดูในวันจันทร์-ศุกร์เฉลี่ย 3.49 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่วันเสาร์-อาทิตย์เด็กดูโทรทัศน์เฉลี่ย 5.51 ชั่วโมงต่อวัน
ช่วงเวลาในการดูโทรทัศน์พบว่า วันจันทร์-ศุกร์เด็กจะดูในเวลา 4 โมงเย็นถึง 2 ทุ่มมากที่สุด (ร้อยละ 66.0) รองลงมาคือ ช่วงเวลา 2 ทุ่มถึง 4 ทุ่ม (ร้อยละ 36.6) และก่อน 8 โมงเช้า (ร้อยละ 35.1) ขณะที่วันเสาร์-อาทิตย์ ตัวอย่างระบุว่าบุตร/หลานชอบดูโทรทัศน์ในเวลา 8 โมงเช้า ถึงเที่ยง มากที่สุด (ร้อยละ 61.6) รองลงมาคือ ช่วงเวลา 4 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม (ร้อยละ 54.3) และก่อน 8 โมงเช้า (ร้อยละ 42.6)
ดูแล้วเลียนแบบ
จากการสังเกตของผู้ปกครองพบว่ารายการโทรทัศน์มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการซื้อขนม/ อาหาร / เครื่องดื่มตามโฆษณา การซื้อของเล่น / สินค้าประเภทต่าง ๆ ตามหนังการ์ตูน ในระดับ"ปานกลางค่อนไปทางมาก" นอกจากนี้เด็กยังมีการเลียนแบบท่าทางจากตัวการ์ตูน (เช่น แปลงร่าง กระโดดม้วนตัว เป็นต้น) การเลียนแบบจากตัวละครเรื่องการแต่งตัว การเลียนแบบจากตัวละครในเรื่องคำพูดที่ไม่เหมาะสม (เช่น ใช้คำด่า พูดจาก้าวร้าว เป็นต้น) การเลียนแบบจากตัวละครในกิริยา ท่าทางที่ก้าวร้าว รุนแรง (เช่น ชกต่อย ตบตี ยิงปืน เป็นต้น)
เซ็กซ์-รุนแรงทะลุจอ
ผู้ปกครองเห็นว่ารายการโทรทัศน์ที่เด็กดูนั้น บางส่วนมี "การแสดงออกเรื่องเพศ" แฝงมากับรายการด้วย โดยรายการโทรทัศน์ที่ผู้ปกครองเห็นว่ามีการแสดงออกทางเพศ และกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อบุตร/หลานมากที่สุด ได้แก่ 1) ภาพยนตร์ต่างประเทศ 2) ละครช่วงก่อน/หลังข่าว 3) การ์ตูนญี่ปุ่น/ฝรั่ง 4) รายการเพลง/มิวสิค 5) การแต่งกายของพิธีกร/ผู้ดำเนินรายการ ตามลำดับ
ในความเห็นของประชาชนได้ระบุรูปแบบพฤติกรรรมหรือการกระทำในสื่อโทรทัศน์ที่ส่งผลกระทบต่อการแสดงออกพฤติกรรมทางเพศของเด็กมากได้แก่ 1) การแต่งกายวาบหวิว 2) ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และ 3) การแสดงออกถึงท่าทางพฤติกรรมทางเพศ เช่น การกอดจูบ ลูบคลำ
นอกจากนี้ตัวอย่างผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ 95.5 ระบุว่า สื่อต่าง ๆ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบความรุนแรงของเด็ก ขณะที่มีเพียงร้อยละ 4.5 ระบุว่าสื่อไม่มีส่วนกระตุ้น
โดยตัวอย่างได้ระบุสื่อที่มีผลกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบการกระทำที่รุนแรงมากที่สุด คือ ภาพยนตร์ / หนังต่างประเทศ (ร้อยละ 23.6) รองลงมาคือ อินเตอร์เน็ต / เกมส์ (ร้อยละ 19.9) รายการทางโทรทัศน์ (ร้อยละ 18.3) และข่าวความรุนแรงจากสื่อโทรทัศน์ (ร้อยละ 16.4)
ในส่วนของรายการโทรทัศน์ที่ตัวอย่างระบุว่ามีระดับความรุนแรงมากถึงมากที่สุด ได้แก่ ภาพยนตร์ต่างประเทศ (ร้อยละ 48.5) รองลงมาคือ รายการกีฬาที่ใช้ความรุนแรง เช่น มวยปล้ำ, มวยสากล, มวยไทย เป็นต้น (ร้อยละ 46.5) การ์ตูนญี่ปุ่น / ฝรั่ง (ร้อยละ 32.5) ละครก่อน-หลังข่าว (ร้อยละ 27.9) และภาพข่าวที่นำเสนอ (ร้อยละ 26.9) เป็นต้น
ชีวิตถูกบ่มเพาะด้วยความฟุ่มเฟือย
จากการสำรวจตัวอย่างประชาชนกว่าร้อยละ 91.9 มีความเห็นตรงกันว่าปัจจุบันเยาวชนมีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยที่ "ฟุ่มเฟือย" (มีเพียงร้อยละ 4.1 เท่านั้นที่เห็นว่าไม่ฟุ่มเฟือย และร้อยละ 4.0 ไม่มีความเห็น)
โดยสินค้าที่ตัวอย่างประชาชนเห็นว่าเยาวชนมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากที่สุดอันดับที่หนึ่งคือ โทรศัพท์มือถือ/อุปกรณ์สื่อสาร รองลงมาอันดับที่สองคือเสื้อผ้าจากดีไซน์เนอร์/เสื้อผ้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ อันดับที่สามเครื่องสำอาง เช่น น้ำหอม ลิปสติค แป้ง อันดับที่สี่เครื่องประดับ เช่น สร้อย แหวน ต่างหู นาฬิกา และอันดับที่ห้าเกมหรือซอฟท์แวร์ด้านบันเทิงบนคอมพิวเตอร์
โฆษณาทีวีกระตุ้นการใช้จ่าย
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองร้อยละ 62.8 ระบุเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีที่อยู่ในความปกครองของตนเองนิยมซื้อสินค้าตามโฆษณาในโทรทัศน์ สำหรับจำนวนเงินที่บุตรหลานนำไปซื้อสินค้า(ของเล่น/ขนม/เครื่องประดับ)ฟุ่มเฟือยตามโฆษณาโทรทัศน์ดังกล่าว เฉลี่ยแล้วใช้เงินไปประมาณ ร้อยละ 46.40 ของจำนวนเงินที่ได้รับ
สำหรับการจดจำโฆษณาสินค้าต่าง ๆ ของบุตรหลานพบว่าร้อยละ 80.2 ระบุว่าสามารถจดจำได้ ร้อยละ 8.6 จดจำไม่ได้ และร้อยละ 11.2 ไม่มีความเห็น
ผู้ปกครองร้อยละ 65.7 ระบุว่าบุตรหลานชอบพูดจาเลียนแบบโฆษณาในโทรทัศน์ และร้อยละ 54.6 บุตรหลานชอบทำท่าทาง(กระโดด/ม้วนตัว/ตีลังกา) ตามโฆษณาโทรทัศน์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบว่าบุตรหลานส่วนใหญ่นิยมซื้อขนมขบเคี้ยวที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ และนิยมซื้อสินค้าตามอย่างเพื่อน
สังคมถูกครอบด้วยจอสี่เหลี่ยม
จากการพิจารณาผลสำรวจของสื่อโทรทัศน์ต่อเด็กและเยาวชนของเอแบคโพลล์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนคิดว่า "รายการโทรทัศน์" เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย เนื่องจากเด็กและเยาวชนที่ถือเป็นอนาคตของชาตินั้นใช้ชีวิตผูกพันกับโทรทัศน์เป็นอย่างมาก มีการเลียนแบบ มีพฤติกรรมทำตามอย่างบุคคลและรายการต่าง ๆ นอกจากนี้โทรทัศน์ยังมีส่วนในการปลูกฝังพฤติกรรมเสื่อมถอยให้แก่เยาวชน โดยเฉพาะในเรื่อง การแสดงออกทางเพศ ความรุนแรง และการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย (รวมถึงอาจจะมีผลกระทบอื่นที่ยังไม่ได้มีการศึกษาอยู่ด้วย)
โดยพฤติกรรมแอบแฝงหรือการส่อแสดงในเรื่อง "เพศ" และเรื่อง "ความรุนแรง" นั้นถึงแม้ปัจจุบันประชาชนยังมองว่าปริมาณของเนื้อหารายการประเภทดังกล่าวยังมีไม่มากนัก (เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาสาระโดยรวมที่นำเสนอ) แต่หากมีรายการที่สื่อการแสดงออกในเรื่องเพศและความรุนแรงที่ปรากฏออกมานั้นประชาชนประเมินว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง เพราะ 1) จะทำให้เด็กเลียนแบบได้ 2) มีการเสนอเกินขอบเขตที่เหมาะสม 3) ทำให้เด็กแยกแยะไม่ออก (ว่าอะไรควรไม่ควร) ซึ่งจะพบว่ามีประชาชนจำนวนมากที่กังวลต่อปัญหาผลกระทบต่อการสื่อในเรื่องเพศและความรุนแรง โดยมีตัวอย่างกว่าร้อยละ 56.5 ที่เห็นว่ารัฐจำเป็นต้องเข้าไปควบคุมเรื่องการแสดงออกเรื่องเพศ และร้อยละ 61.2 เห็นว่าจำเป็นต้องควบคุมเรื่องความรุนแรง
ดังนั้นผู้เขียนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องตระหนักให้ความสำคัญหาทาง "จัดระเบียบรายการโทรทัศน์" เพื่อลดผลกระทบต่อการสร้างพฤติกรรมเสื่อมถอยแก่เยาวชน และช่วยกันพัฒนารายการโทรทัศน์ให้นำพาอนาคตของชาติไปสู่ทิศทางที่สร้างสรรค์มากขึ้น
ดังผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ ในประเด็นต่อมาที่พบว่าผู้ปกครองคาดหวังสูงที่จะให้มีการจัดระบบและการตรวจสอบกลั่นกรองรายการโทรทัศน์ โดยเฉพาะการจัดให้มีรายการสำหรับเด็กในช่วงเวลาที่เด็กนิยมดูโทรทัศน์ การมีโลโก้คำเตือน และการมีสายด่วน/หน่วยงานที่ดูแลหรือสามารถร้องเลียนปัญหาเกี่ยวกับรายการโทรทัศน์ได้ และการตรวจสอบกลั่นกรองการโฆษณาที่มีผลกระทบต่อเด็ก เป็นต้น
ต้องจัดระเบียบ "ละครทีวี" เพื่ออนาคตของชาติ
จากการสำรวจประชาชนเห็นว่ารายการละครก่อน/หลังข่าวมีการแฝงการแสดงออกในเรื่องเพศและความรุนแรง เป็นรายการที่มักจะนำเสนอในช่วงเวลาที่ตรงกันกับเวลาการดูโทรทัศน์ของเด็กส่วนใหญ่ และที่สำคัญก็คือเป็นรายการที่เด็กอายุ 3-12 ปีนิยมดูมาก ดังผลการสำรวจที่พบว่ามีเด็กนิยมดูรายการประเภทนี้ถึงร้อยละ 50.9 ในวันธรรมดา และร้อยละ 46.8 ในวันหยุด (เป็นรายการที่เด็กนิยมดูมากรองจากการ์ตูน)
ดังนั้นผู้เขียนเชื่อว่า "รายการละครโทรทัศน์" ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่มีผลชักนำการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์หรือให้เป็นไปในทางเสื่อมถอยได้ ซึ่งควรถูกพิจารณาจัดระเบียบในลำดับต้น ๆ
ดูบทความอื่น ๆ